วันอังคารที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ปิดตำนาน "23 ปี หอเกียรติภูมิรถไฟ"

สวัสดีค่ะ ท่านผู้อ่าน คนเขียนไม่ได้อัพบล็อกเสียนานเลย กลับมาวันนี้ขอนำเสนอ เรื่องราวที่เกิดขึ้นในวันนี้นะคะ นั่นก็คือการ "ปิดหอเกียรติภูมิรถไฟ" นั่นเอง จะนำเสนอถึงเรื่องราวประวัติของ "หอเกียรติภูมิรถไฟ" แห่งนี้ค่ัะ ^^



อาคารแห่งนี้เดิมการรถไฟแห่งประเทศไทยสร้างขึ้นเป็นโรงซ่อมบำรุงรถจักรไอน้ำแต่ยกเลิกไปในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม เพราะรถจักรไอน้ำเปลืองค่าใช้จ่ายในการวิ่ง โดยเฉพาะฟืน
ด้วยสถาปัตยกรรมการก่อสร้างที่มีโครงสร้างแข็งแรงด้วยคอนกรีตและเหล็กสวยงามตามแบบรถไฟในยุโรป จากโรงซ่อมบำรุงจึงเปลี่ยนมาเป็นพิพิธภัณฑ์รถไฟ เพื่อเก็บขบวนรถพระที่นั่งและหัวรถจักรต่าง ๆ ที่มีความสำคัญในประเทศไทย แต่กระนั้นก็ไม่ได้เปิดให้ประชาชนเข้าชม



หอเกียรติภูมิรถไฟในปัจจุบัน
หอเกียรติภูมิรถไฟ ก่อตั้งโดย ดร. สรรพสิริ วิรยศิริ ประธานชมรม “ เรารักรถไฟ” และชมรม “ พีระ-เจ้าดาราทอง” ท่านเป็นผู้บุกเบิกในหลาย ๆ ด้านของานสื่อสารมวลชน ทั้งทางด้านหนังสือ วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และงานโฆษณา-สารคดี ทั้งยังค้นคว้าหาเกียรติภูมิของการรถไฟในอดีตมาเปิดเผยให้เป็นอนุสรณ์เยี่ยงอย่างแก่คนในปัจจุบัน ตลอดจนผู้บริหารและผู้ใช้บริการรถไฟทั้งปวง
ในปัจจุบัน หอเกียรติภูมิรถไฟอยู่ภายใต้การดูแลของนายจุลศิริ วิรยศิริ โดยมีการจัดแสดงนิทรรศการยานยนต์และเทคโนโลยีอื่น ๆ ที่ รัชกาลที่ 5 พระราชทานกำเนิดเมื่อร้อยกว่าปีมาแล้ว โดยเน้นว่าสิ่งนั้นจะต้องมีเกียรติภูมิ แสดงศักดิ์ศรีว่าได้ถูกใช้งานโดยบุคคลที่ควรยกย่องอาจเป็นของชิ้นแรก, ชิ้นสุดท้าย บุคคลแรก หรือบุคคลสุดท้ายที่ได้ใช้งาน สิ่งนั้นให้บังเกิดเป็นประโยชน์แก่ตนเอง ประเทศชาติ และส่วนรวม อาทิ รถรางคันแรกที่คนไทยได้เห็นว่ายานยนต์นั้นวิ่งได้ด้วยเครื่องจักร ไม่ต้องใช้สัตว์หรือคนลากอย่างเช่นเกวียนหรือรถลาก หรือโบกี้รถไฟจัดเฉพาะสำหรับพยาบาลสร้างด้วยไม้สักทอง ในสมัยรัชการที่ 5 ซึ่งอาจหลงเหลืออยู่เพียงสองหลังสุดท้าย เป็นต้น


จากอดีตเมื่อสิบกว่าปีที่แล้วจะจนถึงปัจจุบัน หอเกียรติภูมิรถไฟนอกจากจะจัดแสดงเฉพาะรถไฟแล้ว ในปัจจุบันยังจัดทำหอเกียรติภูมิยานยนต์ “ พีระ-เจ้าดาราทอง” และหอเกียรติภูมิเทคโนโลยีไท” ที่จัดแสดงทั้งการสื่อสาร, การคมนาคม, การสื่อสารมวลชน และในอนาคตอาจขยายพื้นที่และจัดแสดงสิ่งของเพิ่มเติมภายใต้นโยบายของหอเกียรติภูมิรถไฟว่า

เฉลิมพระเกียรติ ร. 5 เจริญรอยตามเบื้องพระยุคลบาท 
“ รักษาเอกราช พัฒนาชาติไทย”

ด้วยการให้ความรู้ ความคิดอ่าน เกิดวิจารณญาณ เพื่อคุณภาพชีวิตแก่คนทั้งปวง

กิจกรรมของหอเกียรติภูมิรถไฟ
1. นิทรรศการถาวรกึ่งหมุนเวียน
ในแต่ละปี หอฯ จะจัดแสดงวัตถุแห่งเกียรติภูมิ ที่เกี่ยวข้องกับรถไฟ ยายนต์และอุปกรณ์เทคโนโลยีของวงการสื่อสารโฆษณาที่เป็นปูมหลังและความภาคภูมิใจของ อ. สรรพสิริ วิรยศิริ จะปรับเปลี่ยนเคลื่อนย้ายและเพิ่มจำนวนจัดแสดง โดยวัตถุทุกชิ้นในหอฯ สามารถจัดต้องได้รับความรู้สึกโดยตรง และแบบจิตสัมผัส เปิดโอกาสให้เป็นการเรียนแบบ ดูด้วยตา มือต้องได้ สมองสัมผัส ปากขยับถาม อย่างที่ ร..5 ทรงรับสั่งว่าการศึกษาอย่างนี้เป็นแบบ “ ครูพัก ลักจำ”
2. งานบริการการศึกษา
ในอดีตหอฯ แห่งนี้เคยเป็นศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนแห่งแรก ที่ให้การศึกษาแบบให้เปล่า โดยทางหอฯ จัดหาโสตทัศนอุปกรณ์อำนวยความสะดวกให้ฟรี เช่นสมุด หนังสือ คอมพิวเตอร์ ฯลฯ ปัจจุบันยังมีห้องสมุดเทคโนโลยีให้บริการยืมหนังสือฟรี

วาระสุดท้ายของหอเกียรติภูมิรถไฟ
นายจุลศิริ วิรยศิริ ผู้อำนวยการหอเกียรติภูมิรถไฟไทย ร่วมกับเครือข่าย และประชาชนประกอบพิธีทำบุญเลี้ยงพระในวันปิยมหาราช และเป็นวันสุดท้ายที่เปิดให้เข้าชมหอเกียรติภูมิรถไฟไทยบริเวณสวนจตุจักร หลังจากนี้ การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) จะขอคืนอาคารเพื่อนำไปจัดสร้างพิพิธภัณฑ์รถไฟ สำหรับหอเกียรติภูมิรถไฟไทยเปิดทำการมา 23 ปี ตั้งแต่ 23 ตุลาคม 2533 ในวันพรุ่งนี้ (24 ต.ค.) จะเคลื่อนย้ายสิ่งของที่เป็นทรัพย์สินของชมรมออกไปก่อน จากนั้นจะเริ่มขนย้ายหัวรถจักรซึ่งมีอยู่ 13 หัว ไปยัง จ.นครราชสีมา ซึ่งเป็นจุดประวัติศาสตร์ที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ ให้ทะลุภูเขาเป็นอุโมงค์รถไฟลอด ก่อนหน้านี้ได้เคยเจรจาให้ รฟท.เข้ามาดูแลแทน แต่ไม่เป็นผล



---------------------------------------------------------

   แน่นอนว่า คำถามหนึ่งคงเกิดขึ้นในใจของทุกคนก็คือ ทำไมการรถไฟฯ ถึงทำเช่นนี้ ทั้งๆ ที่รู้อยู่แล้วว่า พื้นที่นี้เป็นศูนย์กลางสำคัญต่อการเรียนรู้ของเยาวชนและประชาชนอย่างมาก โดยเฉพาะเรื่องการคมนาคม
       
       แม้ว่างานนี้จะยังไม่สามารถนำผู้บริหารจากการรถไฟฯ มาตอบคำถามให้กระจ่าง แต่เหตุการณ์ที่จะเล่าต่อไปนี้ ก็คงจะพอให้เห็นภาพกันได้บ้างว่า เกิดอะไรขึ้นกับแหล่งความรู้ของประเทศไทย ที่ชื่อว่า 'หอเกียรติภูมิรถไฟ' บันทึกความพ่ายแพ้อีกหน้าของประวัติศาสตร์รถไฟไทย

              [1]              หากนับย้อนหลังไปเมื่อ 20-30 ปีก่อน พื้นที่ของหอเกียรติภูมิรถไฟนี้ เดิมการรถไฟแห่งประเทศไทยก็เคยทำเป็นอาคาร 'พิพิธภัณฑ์รถไฟ' มาตั้งแต่ต้นแล้ว โดยภายในนั้นได้บรรจุรถไฟประวัติศาสตร์จำนวนมาก ทั้งหัวลากดีเซลรุ่นต่างๆ แหละหัวจักรรถไฟไอน้ำ ตลอดจนรถไฟพระที่นั่งของบุรพกษัตริย์ไทย หากแต่ในความเป็นจริงแล้ว พื้นที่ดังกล่าวกลับไม่ได้ถูกใช้ให้เกิดประโยชน์สักเท่าใดนัก

              จนกระทั่งภายหลัง การรถไฟแห่งประเทศไทยก็ได้น้อมเกล้าฯ ถวายที่ดินที่ตั้งอาคารนี้เพื่อพระราชทานให้กรุงเทพมหานครจัดทำเป็นสวนสาธารณะ ซึ่งรู้จักกันดีในนามของ 'สวนจตุจักร' นั่นเอง              แต่ทว่าปัญหาก็คือ อาคารพิพิธภัณฑ์นั้น ทาง กทม.กลับไม่ได้รับอำนาจให้ดูแลด้วย เพราะยังถือเป็นกรรมสิทธิ์ของการรถไฟฯ อยู่ อาคารดังกล่าวจึงถูกปล่อยทิ้งรกร้างว่างเปล่าไร้ผู้สนใจ แถมยังมีโครงการที่รื้อถอนอาคารทิ้งอีกต่างหาก ด้วยเหตุนี้เอง พอปี 2533 ชมรมเรารักรถไฟ ซึ่งก่อตั้งโดย สรรพสิริ วิรยศิริ อดีตผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์ช่อง 9 จึงได้ทำเรื่องขอใช้พื้นที่ดังกล่าว จากการรถไฟฯ เพื่อสืบสานปณิธานเริ่มแรกที่ตั้งใจจะใช้พื้นที่นี้เพื่อบอกเล่าถึงประวัติศาสตร์รถไฟซึ่งมีมานานเกือบ 100 ปี

              “ความจริงแล้วเราอยากจะดูแลโดยใช้ชื่อพิพิธภัณฑ์รถไฟเหมือนอย่างเดิม แต่การรถไฟฯ ก็แจ้งมาว่าเราทำไม่ได้ เนื่องจากเราเป็นเอกชน และมันก็ไม่มีกฎระเบียบยอมรับด้วย คุณพ่อ (สรรพสิริ) ก็เลยบอกขอเฉพาะอาคารได้ไหม ระงับการรื้อไว้ชั่วคราวก่อน ซึ่งการรถไฟฯ ก็ตกลงแต่มีเงื่อนไขอยู่ 3 ข้อ อย่างที่หนึ่งจะให้อาคารเปล่า โดยค่าน้ำ ค่าไฟ จะถูกตัดหมดเพราะยกเลิกการเป็นอาคารของการรถไฟฯ แล้ว อย่างที่สองต้องใช้เงินในการดำเนินการด้วยเงินส่วนตัว และห้ามการค้าใดๆ ทั้งสิ้น อย่างสุดท้ายคือให้ดำเนินการให้สมเกียรติการรถไฟฯ” จุลศิริ วิรยศิริ ทายาทของสรรพสิริที่เข้ามาทำหน้าที่สืบสานเจตนารมณ์ต่อจากบิดา รำลึกถึงที่มาที่ไปของหอเกียรติภูมิรถไฟ

              ด้วยเหตุนี้ สมบัตินับร้อยชิ้น ไม่ว่าจะเป็นของการรถไฟแห่งประเทศไทยเอง หรือสมบัติส่วนตัวของสมาชิกชมรมเรารักรถไฟ ไม่ว่าจะเป็นหัวรถจักร ตู้โบกี้ ซึ่งบางคันก็เหลือเพียงชิ้นเดียวในประเทศ ถูกถ่ายเทเข้ามาอยู่ในหอเกียรติภูมิแห่งนี้อย่างต่อเนื่อง แน่นอนว่า แต่ละชิ้นต่างก็มีเรื่องราวอันยาวนาน ที่แสดงให้เห็นความรุ่งเรืองทางคมนาคมของชาติที่เคยได้ชื่อว่า หนึ่งในผู้นำของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อย่าง 'สยามประเทศ'              “รถรางหลายคันที่เราเจอมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์มาก อย่างบางคันก็เป็นหนึ่งในสิบคันที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงพระราชทานเอาไว้ให้ บางคันก็เป็นยานยนต์ 1 ใน 10 คันแรกของประเทศไทยด้วย หรือบางคันเป็นรถคันสุดท้ายแต่ไม่เคยวิ่งเลย เช่น รถจักรไอน้ำ 1009 ซึ่งเป็นรถที่ชาวไต้หวันนำมาขอสัมปทานวิ่งเมื่อปี 2506 หรืออย่างรถไฟพยาบาล ที่เป็นไม้สักทองทั้งหลังเลย เป็นต้น”

              [2]              หากทว่าตลอดระยะเวลา 21 ปี หอเกียรติภูมิรถไฟไม่เคยรับเงินช่วยเหลือจากหน่วยงานราชการใดเลย เพราะฉะนั้นการจะทำให้หอเกียรติภูมิแห่งนี้สามารถคงอยู่ต่อไปได้ จึงเป็นภาระหนักที่ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ของผู้ดูแลอย่าง จุลศิริเลย เพราะแม้แต่การจ้างคนก็ยังทำไม่ได้ เนื่องจากไม่มีรายได้เพียงพอ และไม่เพียงแค่นั้น ในปี 2552 หอเกียรติภูมิรถไฟแห่งนี้ ก็ยังถูกตั้งข้อกล่าวหาอย่างฉกาจฉกรรจ์จากการรถไฟแห่งประเทศไทยอีกต่างหาก

              “ตอนนั้น มีหนังสือเป็นทางการมาบอกว่าให้ส่งมอบอาคารคืน ยุติการเป็นอาคารเกียรติภูมิรถไฟ ด้วย 2 ข้อหา คือ หนึ่ง เขาบอกว่าเรากำลังจะเปลี่ยนชื่อหอเกียรติภูมิรถไฟเป็นพิพิธภัณฑ์รถไฟ ซึ่งผมก็แย้งไปว่าผมไม่เคยเปลี่ยนชื่อนะ แต่เรามีการเข้าร่วมประชุมกับการรถไฟฯ แล้วบอกว่าคุณควรมีพิพิธภัณฑ์สักทีหนึ่งนะ แต่เขาบอกว่าติดปัญหาเรื่องงบประมาณ เพราะฉะนั้นทางการรถไฟฯ จึงขอให้เอกชนโดยเฉพาะชมรมเรารักรถไฟเป็นแกนหลักได้ไหม เพื่อเร่งเป็นพิพิธภัณฑ์ 

              “พอเรากลับมาก็มีหนังสือว่า เราจะมีรายได้จากการทำพิพิธภัณฑ์ซึ่งผมคิดว่าตรงนี้เป็นการเข้าใจผิดกัน แต่ข้อสองที่มันดูตลกมาก คือเขาบอกว่าเรากำลังมีรายได้จากหอเกียรติภูมิรถไฟ ผมถามว่าเรามีรายได้อะไรเนื่องจากทั้งหอเรามีเพียงแค่ตู้น้ำดื่ม และเราก็ขายน้ำขวดละ 5-10 บาท เขาไม่ตอบ ผมเลยอนุโลมว่า นี่คือความผิดมั้ง เพราะทั้งเนื้อทั้งตัวเรามีแค่เนี้ย แม้แต่ของที่ระลึกหรือใครมาขอซื้อเรายังไม่ขายเลย”

               เพราะฉะนั้นเพื่อยุติปัญหา จุลศิริจึงตัดสินใจยอมย้ายออกจากพื้นที่อื่น แต่ทว่าก็ติดปัญหาอยู่เรื่องก็คือ ทรัพย์สินส่วนที่เป็นของการรถไฟฯ เช่น พวกหัวรถจักรและตู้โบกี้นั้น ทางชมรมฯ นั้นไม่มีสิทธิ์เอาไปด้วย และหากจะขอซื้อก็สามารถทำได้ แต่ตามระเบียบของการรถไฟแห่งประเทศไทยนั้น ก็ระบุไว้ว่าจะต้องตัดทำลายเป็นชิ้น เพื่อป้องกันการนำมาใช้ประโยชน์ในรูปเดิม พูดง่ายๆ ก็คือ ขายเป็นเศษเหล็กนั่นเอง              ขณะเดียวกัน ถึงตอนนี้การรถไฟฯ ก็ยังไม่มีความชัดเจนว่า สุดท้ายแล้วจะจัดการกับพื้นที่ตรงนี้ รวมไปถึงข้าวของประวัติศาสตร์ของตัวเองอย่างไรกันแน่

              [3]              และเป็นเรื่องแน่นอนว่า การปิดฉากของหอเกียรติภูมิรถไฟ สวนจตุจักรนี้ย่อมนำความอาลัยมาสู่ผู้คนที่คุ้นเคยกับสถานที่แห่งนี้เป็นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะนอกจากที่นี้จะเป็นแหล่งท่องเที่ยวชั้นดี ชนิดเพียงเดินเข้าไปก็สัมผัสได้ถึงความรู้และความสุขแล้ว

              ที่นี่ยังนับเป็นแหล่งถ่ายภาพชั้นดีอีกด้วย ธนากร อิ้วตกส้าน เจ้าของเว็บไซต์ช้างอิมเมจดอตคอม ซึ่งมักชวนผู้คนมาถ่ายรูปที่นี่เสมอ เปิดเผยความรู้สึกว่า เสียดายมาก หากหอเกียรติภูมินี้ต้องปิดตัวลงไป เพราะต้องยอมรับว่า ของที่เก็บอยู่ที่นี่ ถือเป็นสิ่งที่มีค่า เช่น รถรางที่มีความสมบูรณ์ ซึ่งบ่งบอกบรรยากาศเก่าๆ ของเมืองไทยได้เป็นอย่างดี และหากมีการเปิดต่อไป ประชาชนจะต้องมาชมมากกว่านี้

              เช่นเดียวกับคนที่ทำพิพิธภัณฑ์มาตลอดชีวิตอย่าง เอนก นาวิกมูล นักสะสม และผู้เชี่ยวชาญด้านการอนุรักษ์ของประเทศไทย กล่าวถึงเรื่องของการเก็บรักษามรดกของชาติที่ถูกละเลยโดยคนที่มีอำนาจในสังคม ซึ่งบอกว่า รู้สึกแปลกใจมากที่เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นมา              “ผมว่ามันเป็นเรื่องที่ไม่น่าเกิด เพราะทุกคนรู้นะว่าสิ่งเหล่านี้มีค่า และถ้าไม่มีแหล่งเก็บก็จะไปหาดูได้ที่ไหนก็ไม่รู้ พิพิธภัณฑ์ของการรถไฟเองผมก็ไม่เห็นว่าจะมีที่ตรงไหน คนที่ทำเขาเสียกำลังกาย กำลังใจ กำลังทรัพย์มานานเป็นหลายสิบปี แต่สุดท้ายก็ไปให้เขาเลิก”

              ไม่เพียงเท่านั้น อีกทีหนึ่งที่ดูจะซึมซับการจากไปครั้งนี้มากที่สุดกลุ่มหนึ่ง ก็คือห้องกล้องในเว็บไซต์พันทิป โดยปลา-ธนาสิริ สุธีธร หนึ่งในสมาชิกของห้องนี้ บอกว่า ตอนนี้กำลังรวบรวมสมัครพรรคพวกเพื่อจัดทำหนังสือบันทึกหลักฐานและเรื่องราวอันน่าจดจำของหอเกียรติภูมิรถไฟเอาไว้              “เรื่องเริ่มจากเห็นกระทู้ ลุงตุ้ย (จุลศิริ) ผู้พิทักษ์มรดกรถไฟไทย ที่โพสโดยคุณ norimishi พออ่านเสร็จก็แชร์ลิงค์ไปในเฟซบุ๊ก แล้วพี่สาวก็นำไปแชร์ต่อในกลุ่มเป็นกลุ่มที่อาจารย์ของปลา (ธนาสิริ) ตั้งขึ้นค่ะชื่อ เวทีพิพิธภัณฑ์ หลังจากนั้น พี่ตู๋ รุ่นพี่ที่เรียนจบจากที่เดียวกัน เคยได้ไปออกแบบแผ่นพับให้ลุงตุ้ยเมื่อตอนเรียนก็อยากจะทำหนังสือให้ โดยพี่ตู๋มีไอเดียว่า ถึงไม่มีหอเกียรติภูมิรถไฟแล้วอย่างน้อยก็มีหนังสือไว้เป็นหลักฐานพอดีเพื่อนในรุ่นว่าง เพราะเพิ่งเรียนจบ ก็เลยอาสาไปด้วย ซึ่งพอไปคุยกับลุงตุ้ยเลยรู้ว่าลุงตุ้ยจะทำหนังสืออยู่แล้ว ทุกอย่างก็ตกลง”

              ซึ่งกระบวนการครั้งนี้ ก็ได้รับความร่วมมืออย่างดีเยี่ยมจากสมาชิกออนไลน์ของเว็บไซต์ที่ทั้งรู้จักและไม่รู้จัก ส่งภาพถ่ายมาให้เป็นจำนวนมาก หรือแม้แต่ตอนที่ไปติดต่อโรงพิมพ์เพื่อขอให้จัดพิมพ์หนังสือประวัติศาสตร์เล่มนี้ให้ ก็ยังได้รับความอนุเคราะห์ในเรื่องค่าใช้จ่ายอีกด้วย

              [4]              แม้หนังสือที่เกิดขึ้นนี้จะมาจากความตั้งใจที่ดี แต่สุดท้ายก็คงทำหน้าที่ได้เพียงแค่บันทึกความทรงจำดีๆ เอาไว้เท่านั้น เพราะต้นเหตุของปัญหานี้อยู่ที่การไม่ให้ความสำคัญกับคุณค่าทางประวัติศาสตร์เท่าที่ควรของคนหรือหน่วยงานในสังคมไทย โดยเฉพาะหากสิ่งนั้นไม่มีผลประโยชน์เข้ามาข้องเกี่ยว

              แน่นอนว่า ประเด็นหนึ่งที่ทุกคนต่างจับตาดูก็คือ สุดท้ายแล้ว ท่าทีของการรถไฟฯ นั้นเป็นเช่นใด ซึ่งเรื่องนี้จุลศิริ เคยกล่าวเอาไว้กับเจ้าของพื้นที่ว่า หลังจากที่เขาย้ายออกไปแล้ว ก็อยากจะขอให้นำพื้นที่นี้เป็น 'พิพิธภัณฑ์รถไฟ' ตามความประสงค์ดั้งเดิมของหน่วยงาน ซึ่งถึงตอนนี้ก็เหมือนยังไร้คำตอบจากผู้บริหาร

              ที่สำคัญจากประสบการณ์การทิ้งร้างอาคารไว้เมื่อ 20 ปีก่อนนั้นถือเป็นพยานชั้นดีว่า หากไม่มีผลประโยชน์แล้ว ก็ยากที่จะสามารถรักษาประวัติศาสตร์ตรงนี้เอาไว้ได้              “ก่อนคุณสรรพสิริจะนำมาจัดแสดงที่นี้ อาคารนี้ก็คือป่าช้ารถไฟและผุพังลงไปทุกวัน ในความเห็นของปลา ทางออกที่ดีที่สุดคือการรถไฟแห่งประเทศไทยควรจะจัดตั้งพิพิธภัณฑ์รถไฟ และเท่าที่ทราบการรถไฟฯ ก็เคยมีโครงการอยู่แล้ว แต่ก็เงียบหายไป เพราะฉะนั้น หากการที่คนหันมาสนใจความเป็นไปของหอเกียรติภูมิรถไฟแล้วช่วยกันเรียกร้องให้การรถไฟแห่งประเทศไทย รื้อฟื้นโครงการพิพิธภัณฑ์รถไฟขึ้นมาได้สำเร็จ คงจะเป็นเรื่องที่ดีมากๆ ดังตัวอย่างที่เคยเกิดขึ้น ที่แรงเรียกร้องของศิลปิน ที่ทำให้โครงการหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานครฟื้นกลับขึ้นมาได้” ธนาสิริอธิบายความห่วงใยที่สัมผัสได้

              ขณะเดียวกัน ทางออกที่พอจะเป็นไปได้ ก็คือ การที่ผู้มีอำนาจจะต้องลุกขึ้นมาทำตรงนี้ โดยเอนกชี้ให้เห็นว่า จริงๆ แล้วตามระเบียบราชการนั้นก็มีกฎที่เกี่ยวกับการโอนถ่ายทรัพย์สินอยู่แล้ว ซึ่งหากเจ้าของสินทรัพย์เองไม่มีกำลังหรือประสิทธิภาพเพียงพอที่จะดูแลทรัพย์สิน ก็น่าจะมอบให้ผู้ที่เหมาะสมทำให้เห็น

              “จริงๆ มันมีหนทางแก้ไขอยู่ เช่น อาจจะทำเรื่องบริจาคให้กับองค์กรที่มีคนดูแลอยู่แล้วอย่างมิวเซียมสยามก็ได้ หรือไม่ก็ให้กรมศิลปากรก็ได้ แต่มันจะเป็นจริงได้หรือไม่ก็ไม่รู้ เพราะระบบราชการบ้านเรามีขั้นตอนเยอะ” 

              [5]              อย่างไรก็ดี แม้ถึงตอนนี้จะเป็นเรื่องลำบากเสียแล้วที่จะเหนี่ยวรั้งสถานที่แห่งความทรงจำเอาไว้ได้ แต่จุลศิริ ก็บอกให้ทราบถึงข่าวดีว่า ตอนนี้เขามีแผนสำรองเอาไว้เรียบร้อยแล้ว โดยจะย้ายหอเกียรติภูมิฯ พร้อมกับของในส่วนของชมรม มาอยู่ที่อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมาแทน ซึ่งจะทำการย้ายให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 22 ธันวาคม 2555

              “ตอนนี้อยู่ระหว่างการเคลียร์ของ เพราะในหอฯ มีทั้งรถไฟและสิ่งอื่นๆ เต็มไปหมด เช่น รถยนต์ เครื่องบิน ผมมีแม้แต่ซากเครื่องบินที่ญี่ปุ่นตกในสะพานข้ามแม้น้ำแควนะ ซึ่งของมันเป็นหมื่นตันเลย และหอนี่ก็กินเนื้อที่ถึง 1 ไร่ โดย การขนย้ายทั้งหมดเราจะเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายเอง ซึ่งผมตั้งใจว่า การออกแบบอาคารใหม่นั้นจะทำให้เหมือนกับหัวลำโพงย่อส่วนมา”

       ..........              แม้ตอนนี้ หอเกียรติภูมิรถไฟจะเป็นเพียงกรณีเล็กๆ เท่านั้น เมื่อเทียบกับปัญหาในสังคมไทย แต่ถ้ามองในอีกมุมหนึ่ง เรื่องนี้ก็เป็นเครื่องตอกย้ำได้ดี ถึงความล้มเหลวของการรักษาคุณค่าทางประวัติศาสตร์เอาไว้ให้อยู่คู่กับสังคมเพราะมรดกของชาตินั้น ก็เปรียบเหมือนรากเหง้าที่ทุกคนควรมีส่วนช่วยดูแลรักษา และไม่ปล่อยให้ตายไปกับกาลเวลา

              เหมือนที่จุลศิริได้เล่าถึงมูลเหตุที่เขาทุ่มเทกับเรื่องนี้ว่า เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินไปเปิดรถไฟหลวงขบวนปฐมฤกษ์เมื่อปี 2439 ทรงเคยมีพระราชปรารภกับ พระยามหาอำมาตยาธิบดี ราชเลขานุการส่วนพระองค์ ซึ่งเป็นปู่ของเขาว่า

              “หัวลำโพงมันแคบไป ท่านก็เลยบอกให้คุณปู่ผมเวนคืนที่ดินตรงบางซื่อทั้งหมดเพื่อทำเป็นชุมทางรถไฟใหญ่ แล้วทำเสร็จแล้วให้ย้ายหัวลำโพงมาตั้งที่บางซื่อ แล้วให้หัวลำโพงเป็นมิวเซียม (พิพิธภัณฑ์) เพื่อจะเก็บสิ่งที่ท่านให้ในวันนี้และวันต่อไปในภายภาคหน้า จะได้เป็นที่ระลึกเพื่อการเรียนรู้จะได้รู้ว่าการพัฒนาของประเทศเริ่มโดยการรถไฟ”      



ที่มา : http://www.thaitransport-photo.net/railwayhall/

http://www.mcot.net/cfcustom/cache_page/428098.html

http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9540000076377


ข้อมูลเพิ่มเติม : http://www.ssru.ac.th/linkssru/wed/moral/admin/fileexposition/20.pdf

วันศุกร์ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2555

142nd Birthday Maria Montessori

สวัสดีค่ะ ท่านผู้อ่าน วันนี้เมื่อคนเขียนได้มีโอกาสเปิด Google ก็ได้เจอ Doodle หน้าตาแปลกๆ สวยๆ อีกแล้ว วันนี้เป็นรูป

Maria Montessori's 142nd Birthday

ทำให้อยากรู้ว่าเป็นใครอีกจนได้ เลยลองเสิร์ชหาดู ทำให้รู้อะไรใหม่ๆอีกเยอะแยะเลย (หากินกับกูเกิ้ลอีกแล้วววววว -*-)



Maria Montessori was an Italian educator and doctor. She was born on August 31, 1870 in Chiaravalle, Italy. Maria Montessori created the first Montessori school. Maria Montessori started this method when she was in charge of a school for handicapped children. Maria Montessori also founded around 1907 in San Lorenzo, a slum area of Rome, the first Casa dei Bambini ("Children's House"). She died on May 6, 1952.

Works

Montessori published a number of books, articles, and pamphlets during her lifetime, often in Italian, but sometimes first in English. According to Kramer, "the major works published before 1920 (The Montessori Method, Pedagogical Anthropology, The Advanced Montessori Method—Spontaneous Activity in Education and The Montessori Elementary Material), were written in Italian by her and translated under her supervision."[97] However, many of her later works were transcribed from her lectures, often in translation, and only later published in book form.
Montessori's major works are given here in order of their first publication, with significant revisions and translations.
  • (1909) Il Metodo della Pedagogia Scientifica applicato all'educazione infantile nelle Case dei Bambini
    • revised in 1913, 1926, and 1935; revised and reissued in 1950 as La scoperta del bambino
    • (1912) English edition: The Montessori Method: Scientific Pedagogy as Applied to Child Education in the Children's Houses
    • (1948) Revised and expanded English edition issued as The Discovery of the Child
    • (1950) Revised and reissued in Italian as La scoperta del bambino
  • (1910) Antropologia Pedagogica
    • (1913) English edition: Pedagocial Anthropology
  • (1914) Dr. Montessori's Own Handbook
    • (1921) Italian edition: Manuale di pedagogia scientifica
  • (1916) L'autoeducazione nelle scuole elementari
    • (1917) English edition: The Advanced Montessori Method, Vol. I: Spontaneous Activity in Education; Vol. II: The Montessori Elementary Material.
  • (1922) I bambini viventi nella Chiesa
  • (1923) Das Kind in der Familie (German)
    • (1929) English edition: The Child in the Family
    • (1936) Italian edition: Il bambino in famiglia
  • (1934) Psico Geométria (Spanish)
    • (2011) English edition: Psychogeometry
  • (1934) Psico Aritmética
    • (1971) Italian edition: Psicoaritmetica
  • (1936) L'Enfant(French)
    • (1936) English edition: The Secret of Childhood
    • (1938) Il segreto dell'infanzia
  • (1948) De l'enfant à l'adolescent
    • (1948) English edition: From Childhood to Adolescence
    • (1949) Dall'infanzia all'adolescenza
  • (1949) Educazione e pace
    • (1949) English edition: Peace and Education
  • (1949) Formazione dell'uomo
    • (1949) English edition: The Formation of Man
  • (1949) The Absorbent Mind
    • (1952) La mente del bambino. Mente assorbente
  • (1947) Education for a New World
    • (1970) Italian edition: Educazione per un mondo nuovo
  • (1947) To Educate the Human Potential
    • (1970) Italian edition: Come educare il potenziale umano




ศิลปะแขนงที่ 7 (ภาพยนตร์) อย่าง "เชคสเปียร์ต้องตาย"...ทำไมต้องแบน?

สวัสดีค่ะ ท่านผู้อ่าน คนเขียนไม่ได้อัพบล็อกเสีียนาน เพราะว่ามัวแต่ทำงานอย่างอื่น ถึงจะมีโอกาสอยู่หน้าคอมฯก็ไม่ได้เปิดบล็อกเลย -*- ต้องขออภัยจริงๆ

วันนี้คนเขียนขอนำเสนอ อีกหนึ่งในคำถามที่อาจารย์เคยถาม ในคาบเรียนวิชาภาษาฝรั่งเศส ที่ว่า


"ศิลปะแขนงที่ 7 คืออะไร???"

พอคนเขียนมานับๆดู เท่าที่รู้ก็จะมี จิตรกรรม  ประติมากรรม สถาัปัตยกรรม วรรณกรรม คีตกรรม (ดนตรี) และการพิมพ์ภาพ

เอ...แล้วมันมาจากไหนอีกอันหว่า??? -*-

พอไปเสิร์ชใน Google ดู ว่า "ศิลปะแขนงที่ 7"
ก็ได้พบคำตอบว่า ศิลปะแขนงนี้ เป็นศิลปะที่ใกล้ตัวเรามากๆ นั่นก็คือ "ภาพยนตร์"

พอนึกถึงภาพยนตร์ปุ๊บ ชื่อของภาพยนตร์เรื่องนี้ก็ลอยมาปั๊บ!!!

เชคสเปียร์...ต้องตาย (Shakespeare Must Die)

ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เป็นที่รู้จักมาก เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา เนื่องจากไม่ผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์ (กองเซ็นเซอร์) กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม

ว่าแต่...เขาจะแบนทำไม เนื้อหาของเรื่องจะเป็นอย่างไร คนเขียนขออนุญาต พาท่านผู้อ่านมาทำความรู้จักกับภาพยนตร์เรื่องนี้กันนะคะ ^^


เชคสเปียร์ต้องตาย (อังกฤษ: Shakespeare Must Die) เป็นภาพยนตร์นอกกระแส เขียนบทและกำกับโดยสมานรัชฎ์ กาญจนะวณิชย์ หรือ อิ๋ง เค [2] ดัดแปลงจากบทละครโศกนาฏกรรมแม็คเบ็ธของวิลเลียม เชกสเปียร์ โดยมีการดัดแปลงเพื่อให้เป็นภาษาภาพยนตร์ และเข้ากับบริบทของวัฒนธรรมไทย [3]
เชคสเปียร์ต้องตายใช้วิธีการเล่าเรื่องแบบละครซ้อนละคร ดำเนินเรื่องควบคู่กันไป มีเหตุการณ์สองส่วน คือละครเวที และโลกภายนอกในเหตุการณ์ร่วมสมัย มีตัวละครนำชื่อ "เมฆเด็ด" (Mekhdeth) เป็นขุนนางที่ล้มอำนาจกษัตริย์ และสถาปนาตัวเองเป็นกษัตริย์พระองค์ใหม่ เมฆเด็ดลุ่มหลงในอำนาจ เกิดหวาดระแวงว่าจะถูกล้มล้าง จนต้องฆ่าใครต่อใครเพื่อจะได้อยู่ในอำนาจต่อไป เรื่องราวทั้งหมดเล่าผ่านมุมมองของตัวละครที่ชื่อว่า "บุญรอด" [4]
สมานรัชฎ์เรียกภาพยนตร์เรื่องนี้ว่าเป็น "หนังผีต้นทุนต่ำ" [5] สร้างจากเงินทุนสนับสนุนจากกองทุนส่งเสริมภาพยนตร์ สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม ภายใต้โครงการไทยเข้มแข็ง [6] ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2553 มีกำหนดออกฉายในเดือนเมษายน พ.ศ. 2555
ภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์ (กองเซ็นเซอร์) กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม เมื่อวันที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2555 ได้รับเรท "ห" หรือ ห้ามเผยแพร่ในประเทศไทย โดยให้เหตุผลว่า มีเนื้อหาที่ก่อให้เกิดการแตกความสามัคคีระหว่างคนในชาติ[7][8][9] ทั้งนี้เนื่องจากในภาพยนตร์มีการอ้างอิงถึงเหตุการณ์ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 มีการนำฟุตเทจภาพความเสียหายจากเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมืองในประเทศไทย เมษายน พ.ศ. 2552 มาใช้[10][11] และการให้ปิศาจในเรื่องสวมชุดสีแดงเปรียบเหมือนเหมือนการกล่าวหาเสื้อแดง [4]

เชคสเปียร์ต้องตาย
Shakespeare Must Die
กำกับอิ๋ง เค
ผลิตมานิต ศรีวานิชภูมิ
เขียนบทอิ๋ง เค
อิงแม็คเบ็ธ ของวิลเลียม เชกสเปียร์
แสดง/
พากย์
พิศาล พัฒนพีระเดช
ธาริณี เกรแฮม
นิวัติ กองเพียร
สกุล บุณยทัต
กำกับภาพมานิต ศรีวานิชภูมิ
Rodrigo Oliviari
ฉายพ.ศ. 2555
ยาว176 นาที [1]
ประเทศไทย
ภาษาไทย

นักแสดง

ต้นฉบับตัวละครนักแสดง
Macbeth, Thane of Glamisเมฆเด็ด / ท่านผู้นำพิศาล พัฒนพีระเดช[12]
Lady Macbethคุณหญิงเมฆเด็ดธาริณี เกรแฮม
Macduff, Thane of Fifeเมฆดับชัชดนัย มุสิกไชย
Lady Macduffคุณหญิงเมฆดับภิสสรา อุมะวิชนี
Macduff's sonลูกสาวเมฆดับน้ำอบ เสมสีสม
Banquoบางโค (เพื่อนเมฆเด็ด)ต่อตระกูล จันทิมา
Three Witchesแม่มดม.ร.ว. สายสิงห์ ศิริบุตร
Aaliyah S
ชมวรรณ วีระวรวิทย์
Hecateเจ้าแม่ปิณิดา คงสิริ
Duncan (กษัตริย์สกอตแลนด์)ดังแคนนิวัติ กองเพียร
Malcolmมั่นคำ (ลูกชายดังแคน)น้ำมนต์ จ้อยรักษา
Donalbainดอนเพ็ญ (ลูกชายดังแคน)พีร์ ภานุวัฒน์วนิชย์
Siward, Earl of Northumberlandบุญรอดสกุล บุณยทัต
Siward's sonเปลี่ยนปรัชญ์ภูมิ บุณยทัต
Seytonศรีตาล (คนใช้เมฆเด็ด)ปิยทัต เหมทัต

*********************************************************************

ทีนี้ เรามาดู วาระการพิจารณาว่่าทำไมถึงโดนแบน กันดีกว่าค่ะ

วาระการพิจารณา 3 เมษายน 2555 17:56 วาระการพิจารณา:
คณะกรรมการฯ พิจารณาเห็นว่า ภาพยนตร์เรื่อง เชคสเปียร์ต้องตาย (Shakespeare Must Die)  มีเนื้อหาที่ก่อให้เกิดการแตกความสามัคคีระหว่างคนในชาติ ตามกฏกระทรวงกำหนดลักษณะของประเภทภาพยนตร์ พ.ศ.๒๕๕๒ ข้อ ๗ (๓) จึงมีมติ ไม่อนุญาต โดยจัดเป็นประเภทภาพยนตร์ที่ห้ามเผยแพร่ในราชอาณาจักร ตามมาตรา ๒๖ (๗) แห่งพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ. ๒๕๕๑



แถลงการณ์ผู้กำกับ ‘เชคสเปียร์ต้องตาย’ 20 มีนาคม 2555

คุณสมานรัชฎ์ กาญจนะวณิชย์ เขียนบทแถลงการณ์ (แถลงการณ์ผู้กำกับ ‘เชคสเปียร์ต้องตาย’ 20 มีนาคม 2555 11:49)นี้ขึ้นมาขณะที่กำลังเตรียมใจส่ง ‘เชคสเปียร์ต้องตาย’ ไปให้กองเซ็นเซอร์พิจารณา เหมือนจะรู้ว่าหนังเรื่องนี้จะต้องเผชิญกับชะตากรรมอย่างใดอย่างหนึ่งไปในทางที่ไม่พึงประสงค์ของผู้สร้างงานศิลปะ สาเหตุอาจจะมิใช่เพราะหนังได้รับเงินสนับสนุนมาจากโครงการไทยเข้มแข็ง เท่านั้น ซึ่งเป็นโครงการเพิ่มการจับจ่ายใช้สอยงบประมาณประเทศเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจประเทศในช่วงที่ประเทศกำลังบอบช้ำจากการประท้วงของคนกลุ่มหนึ่ง โดยโครงการนี้เป็นนโยบายของรัฐบาลชุดก่อน ที่มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี แต่เหตุผลต่างๆ ที่ถูกแบนส่วนหนึ่งคงเป็นคำเฉลยที่มีมาจากทีมงานผู้ผลิตหนังเรื่องนี้
ส่วนเหตุผลของทางฝ่ายคณะผู้พิจารณาอนุญาตไม่ให้ฉายหนังเรื่องนี้ได้ในประเทศไทยก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ “ไม่ตรงกัน” และก็แน่นอนว่า ศิลปะไม่ว่าด้านใด สาขาใด หรือเรื่องใด การมีมุมมองต่องานศิลปะแต่ละภาคส่วนย่อมมีความเห็นแตกต่างกันออกไป เช่นเดียวกันกับที่เคยมีมุมมองต่อภาพวาดทางศิลปะ “ภิกษุสันดานกา” ซึ่งสะท้อนภาพความเป็นจริงของพระสงฆ์ในศาสนาพุทธก็เคยถูกตำหนิจากฝ่ายคุมกฎพระพุทธศาสนา



คำร้องเรียนต่อมวลชนของคุณสมานรัชฎ์ กาญจนะวณิชย์ ซึ่งได้ทำให้เห็นภาพที่ชัดเจนขึ้นของหนังเรื่องนี้ โดยได้กล่าวว่า
“......ตั้งแต่จำความได้ ฉันไม่เคยเห็นเมืองไทยอารมณ์เลวร้ายเท่ากับยามนี้  ทุกอณูอากาศ ทุกผงธุลี เปี่ยมล้นด้วยความโกรธ เกลียดชัง ความเศร้า ความสิ้นศรัทธา
จึงค่อนข้างแน่นอนว่าทั้งกองเซ็นเซอร์และฝ่ายอื่นๆ ย่อมตั้งคำถามลักษณะนี้กับเรา: พวกคุณไม่เกรงกลัวหรือว่าหนังเรื่องนี้อาจทำให้สังคมแตกแยกยิ่งขึ้น?; คุณมีอคติต่อเสื้อแดงหรือเปล่า?; คุณไม่กลัวเสื้อแดงมาฆ่าหรอกเหรอ?; หนังเรื่องนี้เป็นการโจมตีครอบครัวชินวัตรใช่ไหม?; หรือว่าเป็นการโจมตีพระราชวงศ์จักรี? (ในเมื่อคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพกำลังแพร่หลายระบาด ต้องขอยืนยันตรงนี้ว่าทุกพยางค์ของฉากนั้นมาจากต้นฉบับของเชคสเปียร์ มันคือการถกเถียงเรื่องพระราชอำนาจและบารมีของพระมหากษัตริย์ อันเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ฟ้าประทานมา [Divine Right of Kings] ซึ่งสรุปใจความว่ากษัตริย์นั้นศักดิ์สิทธิ์ตราบใดที่องค์กษัตริย์ทรงมีความประพฤติที่ศักดิ์สิทธิ์ ตั้งมั่นอยู่ในทศพิธราชธรรม และการถกเถียงนี้ในแก่นสารครอบคลุมถึงผู้นำและนักปกครองทุกประเภท); หนังเรื่องนี้รื้อฟื้นบาดแผลสังคมทั้งเก่าและใหม่โดยไม่จำเป็นหรือไม่?; ทำไมคุณหญิงเมฆเด็ด (เลดี้แม็คเบ็ธ) จึงเรียกปีศาจร้ายให้เข้ามาสิงตัวเธอ ขณะที่กำลังพนมมืออยู่หน้าพระพุทธรูป? ฯลฯ
********************************************
และความตอนหนึ่งกล่าวอย่างดุเด็ดเผ็ดร้อนว่า
“.......... ศิลปะจำเป็นต้อง‘เป็นกลาง’และ ‘ยุติธรรม’ด้วยหรือ? แทนที่จะมาเรียกร้องหาสิ่งนี้จากหนังผีทุนต่ำของเรา  ทำไมคุณไม่ตั้งคำถามกับการที่หนังสือนิวส์วีคยกย่องยิ่งลักษณ์เป็นวีรสตรี--เคียงบ่าเคียงไหล่กับ ออง ซาน ซู จี และฮิลลารี คลินตัน—ประมาณว่าแม่พระผู้ส่งเสริมความสมานฉันท์ และจัดการน้ำท่วมได้อย่างเก่งกาจ)”
“.......‘เชคสเปียร์ต้องตาย’ คือ จุดรวมฝันร้ายของเรา นี่คือมโนภาพแห่งความสยองขวัญของเรา .....”
“...เราดูดซึมยาพิษจากยุคสมัยมาถักทอเป็นภาพต้องมนต์สะกดเพื่อความสนุกเพลิดเพลินของคนดู ...”
“หนังผี-หนังสยองขวัญ จะทำหน้าที่ของมัน--คือไล่ผีและปลดปล่อยปมขมวดทางจิตให้เรา--ได้สำเร็จก็ต่อเมื่อมันไม่หลีกเลี่ยงสารพิษในผืนดินถิ่นกำเนิดของมัน แต่พร้อมที่จะหยั่งรากลึกลงไปในก้นบึ้งของพิษร้ายนั้นอย่างเต็มอกเต็มใจและเต็มที่
ในฐานะนักทำหนังทุนต่ำที่มีปูมหลังเป็นนักข่าว ฉันอดใจไม่ได้ที่จะไม่ออกไปถ่ายภาพความวินาศสันตะโร ทั้งที่ไฟไหม้เซ็นทรัลเวิร์ลด์ยังไม่ทันดับ โดยเฉพาะโรงหนังสยามอันเป็นที่รัก พร้อมกับหน้ากากกรีกฝาแฝดแห่งการละคร ที่พักตร์หนึ่งเศร้า(โศกนาฎกรรม) และพักตร์หนึ่งหัวร่อ(ตลกหรรษา) ซึ่งผ่านกองเพลิงมาได้โดยไม่เป็นอะไรเลย เช่นเดียวกับแผ่นโปสเตอร์โฆษณาหนังรักตลกของเจนนิเฟอร์ อนิสตัน ที่กำลังฉายอยู่ ผู้กำกับงบน้อยต้องไขว่คว้า ต้องฉกฉวยทุกของถูกของฟรี ทุกโอกาสที่จะเติมความอลังการให้แก่หนัง ไม่มีทางเลยที่เราจะสร้างภาพมหากาพย์แบบนี้ขึ้นมาได้เองจากปัจจัยที่มีอยู่ ในเมื่อมันเจ๋งและเป็นของฟรี ฉันไม่อาจปฏิเสธของขวัญที่ฟ้าประทานมาให้บนถาดเงิน
ภาพหลังแทนกรีนสกรีนหลังแม่มดในฉากนั้น เดิมจะเป็นการฉายซ้ำของน้ำตกไนแองการ่าเป็นเลือด (นี่ก็ของฟรีเหมือนกัน ที่รีบคว้ามาจากการได้ตั๋วฟรีไปเทศกาลภาพยนตร์โตรอนโตกับ ‘พลเมืองจูหลิง’ หนังเรื่องก่อน) แต่มันย่อมตกกระป๋องไป ในเมื่อเรามีไฟล์ภาพซากตอตะโกของเซ็นทรัลเวิร์ลด์กับหน้ากากโรงหนังสยาม
*******************************************
ส่วนการ“รื้อฟื้นแผลเก่า” ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากภาพข่าวรางวัลพูลิตเซอร์ของช่างภาพสำนักข่าวเอพี นีล ยูเลฟวิช รูปไทยมุงรอบชายในเสื้อซาฟารี ที่ใช้เก้าอี้เหล็กตีศพนักศึกษาที่ถูกแขวนคอกับต้นไม้กลางสนามหลวง เรื่องนี้ ฉันคงต้องโยนคำถามกลับมาให้ตอบกับตัวคุณเองว่า มันจำเป็นหรือไม่ที่จะท้าวความถึง 6 ตุลา มหาวิปโยค? เหตุการณ์นั้นมีชนวนอ้างอิงเป็นการแสดงละครประท้วงเช่นกัน โปรดสังเกตด้วยว่าโฟกัสในฉากนี้จับจ้องอยู่ที่ใบหน้าบรรดากองเชียร์ ไม่ใช่กับศพและชายที่ฟาดเก้าอี้ สิ่งที่ฝังใจเรามากกว่า คือคนที่เรียกกันว่าคนธรรมดา รวมทั้งเด็กๆ ที่มายืนหัวเราะและสนับสนุนยุยง ภาพข่าวภาพนี้ ติดตาตำใจและจิตวิญญาณวัยรุ่นทึ่มๆของฉัน ตั้งแต่ครั้งแรกที่เห็นในปี๒๕๑๙ จนกลายมาเป็นความหมกมุ่นส่วนตัวมาตลอดชีวิต ภาพนี้หลอกหลอนเราด้วยความหวาดหวั่น—แบบเด็กกลัวผี--ว่าจะถูกเข่นฆ่าโดยอันธพาลคลั่งเจ้าและลูกเสือชาวบ้าน และด้วยความรู้ซึ้งคาใจว่า คนธรรมดาอาจกลายเป็นฆาตกร และเมืองไทยกลายเป็นรวันดา๑๙๙๔ ได้ภายในพริบตาเดียว หากว่าถูกยุยั่วปั่นหัวเป็นหางโดยนักโฆษณาชวนชั่วอย่างถูกจุด มาถึงวันนี้ แทนที่จะเป็นอันธพาลคลั่งเจ้าที่เราต้องกลัว เรามีกลุ่มคนบ้าคลั่งกลุ่มอื่นที่ไร้เหตุผลและนิยมความรุนแรงอย่างแท้จริง อันเป็นผลงานมหกรรมปั่นหัวโดยเครื่องจักรทักษิณ ดังนั้น ไม่ว่าเขาจะอ้างว่าเขาเป็นซ้ายหรือว่าเป็นขวาไม่ใช่ประเด็น แต่คนลักษณะนี้ทำให้ชีวิตของเราและของบ้านเมืองไร้เหตุผลและเสียสติ ทำให้ความสงบเหือดหายและเป็นไปไม่ได้ เช่นเดียวกับเยอรมันกับนาซี เราควรให้ลูกหลานทุกคนได้เห็นภาพนี้ เราควรจดจำมันไว้เสมอ ไม่ใช่เพื่อโหมไฟอาฆาตพยาบาทต่อกัน แต่เพื่อเตือนใจทุกคน รวมทั้ง‘คนดี’ อย่างที่เราคิดว่าเราเป็นด้วย ที่อาจกลายเป็นปีศาจได้ ถ้าถูกยั่วยุเกินทน
*****************************************************
ต่อให้ไม่นับมรดกทางวัฒนธรรมอันนี้ ต้องยอมรับว่าสีแดงเป็นสีสากลที่หมายถึงเลือดและความรุนแรง หนังแต่ละเรื่องต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะถึงจอ กว่าจะเขียนบท กว่าจะหาทุน กว่าจะหานักแสดงครบ ฯลฯ ทักษิณมีสิทธิผูกขาดการใช้สีแดงเช่นเดียวกับที่เขาต้องการผูกขาดทุกสิ่งทุกอย่าง…อย่างนั้นหรือ? ในการสร้างหนังผีเชคสเปียร์ของเรา ฉันปฏิเสธที่จะเล่นตามบทและกฎเกณฑ์ที่กำหนดขึ้นโดยคนเขียนบทของทักษิณ คุณอาจเลือกที่จะทำตามกติกาเหล่านั้นที่เขากำหนดขึ้นมาลอยๆ นั่นเป็นการตัดสินใจของคุณ มันไม่ใช่เรื่องของฉัน (ถ้าโชคดี คุณอาจได้ประโยชน์จากมันก็เป็นได้ มีข่าวร่ำลือหนาหูในหมู่นักทำหนังว่า ทักษิณกำลังช็อปปิ้งหาผู้กำกับทำหนังชีวประวัติของเขา ซึ่งถ้าเกิดขึ้นจริง ย่อมไม่ใช่หนังทุนต่ำแน่นอน) หากว่าความคิดเช่นนี้ทำให้ฉัน“ไม่เป็นประชาธิปไตย” และทำให้ยากลำบากในการนำ ‘เชคสเปียร์ต้องตาย’ ออกมาสู่สายตาโลก มันก็ช่วยไม่ได้จริงๆ 
ด้วยความนับถือ
สมานรัชฎ์ กาญจนะวณิชย์ กทม., ๑๙ มี.ค. ๕๕


ที่มา : เชคสเปียร์ต้องตาย จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี









วันเสาร์ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

14 ก.ค.วันบาสตีย์ : le 14 Juillet Fête Nationale de France

สวัสดีค่ะท่านผู้อ่าน ^^
         วันนี้เป็นวันที่ 14 กรกฎาคม ซึ่งหลายๆท่านที่มีความสนใจเรื่องราวเกี่ยวกับยุโรป จะต้องทราบอย่างแน่นอน ว่าวันนี้เป็นวันชาติฝรั่งเศส

แล้วคนที่เป็นนักเรียนแผนการเรียน ภาษาอังกฤษ-ฝรั่งเศส อย่างคนเขียน มีหรือจะไม่เก็บมานำเสนอกันละคะ ^^ (หัวบล็อกก็บอกอยู่ชัดเจนซะขนาดนั้น)
         แต่ที่น่าสนใจอย่างหนึ่งคือ วันนี้ ยังมีอีกชื่อว่า "วันบาสตีย์ (Bastille Day)" อีกด้วย เลยไม่ขึ้นชื่อบทความว่า วันชาติฝรั่งเศส เหมือนชาวบ้านเขาไง (มาแปลกตลอดๆ) วันนี้จะมีประวัติความเป็นมาอย่างไร ไปดูกันดีกว่าค่ะ




วันบาสตีย์ เป็นวันชาติของฝรั่งเศส ซึ่งตรงกับวันที่ 14 กรกฎาคมของทุกปี ในประเทศฝรั่งเศส วันดังกล่าวถูกเรียกอย่างเป็นทางการว่า "งานเฉลิมฉลองแห่งชาติ" (La Fête Nationale) และเรียกโดยทั่วไปว่า "สิบสี่กรกฎา" (le quatorze juillet) วันดังกล่าวเป็นการรำลึกถึงวันหยุดสมาพันรัฐ (Fête de la Fédération) ในปี ค.ศ. 1790 ซึ่งตรงกับวันครบรอบการโจมตีคุกบาสตีย์เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม ค.ศ. 1789 หนึ่งปีพอดี วันครบรอบการบุกโจมตีคุกปราการบาสตีย์ถูกมองว่าเป็นสัญลักษณ์การลุกฮือของชาติสมัยใหม่ และการปรองดองชาวฝรั่งเศสด้วยราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ สมัยก่อนสาธารณรัฐที่ 1 ระหว่างการปฏิวัติฝรั่งเศส งานฉลองและพิธีการทางการถูกจัดขึ้นทั่วประเทศฝรั่งเศส การเดินสวนสนามประจำปีที่เก่าแก่ที่สุดและมีขนาดใหญ่ที่สุดในยุโรปถูกจัดขึ้นเมื่อเช้าวันที่ 14 กรกฎาคม บนถนนช็องเซลีเซในปารีส ต่อหน้าประธานาธิบดีฝรั่งเศส ข้ารัฐการและแขกต่างประเทศ





        วันชาติฝรั่งเศส หรือ วันบาสตีย์ ตรงกับวันที่ 14 กรกฎาคมของทุกปี ซึ่งถือเป็นวันแห่งการปฎิวัติการปกครองจากระบบเจ้าขุนมูลนายไปสู่การปกครองในระบอบสาธารณรัฐ โดยประชาชนทั่วทั้งประเทศได้ลุกฮือขึ้นต่อต้านการปกครองแบบยุกโบราณจนกระทั้งได้รับชัยชนะเป็นครั้งแรกจากบุกเข้าทลายคุกบาสติลที่เปรียบเสมือนเป็นสัญลักษณ์ของการกดขี่ประชาชน เมื่อ 209 ปีก่อนและนำไปสู่การล้มล้างระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ได้สำเร็จ โดยสมัชชาแห่งชาติได้กำหนดโครงสร้างกฏหมายฉบับใหม่ที่ยกเลิกการให้ความมีเอกสิทธิ์ ขจัดเรื่องสินบนและล้มเลิกระบบฟิวดัล(ระบบศักดินา) จากนั้นต่อมาจึงมีการจัดงานฉลองแห่งชาติขึ้นเรียกว่า "The Feast of the Federation" เนื่องในโอกาสครบรอบ 1 ปีของเหตุการณ์จลาจลที่กองกำลังแห่งชาติจากทั่วประเทศได้เดินทางรวมพลกันที่ "Champs-de-Mars" ในกรุงปารีส
แต่พอหลังจากนั้นการจัดงานฉลองเพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์ของวันที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ.2332 ก็ต้องหยุดไปเนื่องจากสถานการณ์ภายในประเทศยังคงไม่สงบเกิดสงครามปฏิวัติขึ้นหลายครั้งในช่วงระยะเวลาปี พ.ศ.2335-2345 และมาในสมัย "the Third Republic*"นี้เอง รัฐบาลจึงได้มีความคิดที่จะรื้อฟื้นการจัดงานเฉลิมฉลองวันชาติฝรั่งเศสขึ้นมาใหม่ โดยมีการผ่านร่างกฎหมายฉบับเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ.2423 ขึ้นมา ซึ่งกำหนดให้วันที่ 14 กรกฎาคม ของทุกปีเป็น "วันชาติฝรั่งเศส"และได้จัดงานเฉลิมฉลองครั้งแรกขึ้นในปีเดียวกันนั้น
ทั้งนี้งานจะเริ่มตั้งแต่ค่ำของวันที่ 13 โดยจะมีการแห่คบเพลิงและล่วงเข้าวันรุ่งขึ้นเมื่อระฆังตามโบสถ์วิหารต่าง ๆ หรือเสียงปืนดังขึ้นนั่นเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่างานฉลองได้เริ่มต้นขึ้นแล้วอย่างเป็นทางการ เริ่มจากริ้วขบวนการสวนสนามของเหล่าทัพ จากนั้นเมื่อถึงช่วงเวลากลางวันประชาชนจะร่วมฉลองด้วยการเต้นรำอย่างรื่นเริงสนุกสนานไปตามท้องถนนและมีการจัดเลี้ยงกันอย่างเอิกเกริกจนถึงเวลาค่ำ ซึ่งสิ่งที่ขาดไม่ได้ก็คือการจุดพลและการละเล่นดอกไม้ไฟที่ถือประเพณีปฏิบัติจนถึงปัจจุบัน นอกจากนั้นยังมีสิ่งสร้างความบันเทิงอื่น ๆ อีกมากมายที่จัดขึ้นทั่วประเทศทั้งการจัดการแข่งขันกีฬา การจัดนิทรรศการ งานแสดงสินค้า โดยไม่มีชาวฝรั่งเศสคนใดจะละเลยไม่นึกถึงและร่วมฉลองในวันสำคัญที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของประเทศครั้งนี้





เหตุการณ์และประเพณี
การเดินสวนสนามเริ่มจากนักเรียนทหารจากโรงเรียนทหารหลายแห่ง จากนั้นจึงเป็นทหารราบ ทหารยานยนต์ อากาศยานจากปาทรุยเดอฟร็องส์บินอยู่บนท้องฟ้า ในปัจจุบัน ได้กลายมาเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่จะเชิญหน่วยทหารจากประเทศพันธมิตรของฝรั่งเศสร่วมเดินสวนสนามด้วย ในปี ค.ศ. 2004 อันเป็นปีครบรอบหนึ่งร้อยปีความตกลงฉันทไมตรี (Entente Cordiale) ทหารอังกฤษได้นำการเดินสวนสนามวันบาสตีย์เป็นครั้งแรก โดยมีเรดแอโรวส์บินอยู่เหนือศีรษะ[3] ในปี ค.ศ. 2007 กองพลน้อยพลร่มที่ 26 ของเยอรมนีนำหน้าการเดินสวนสนาม ตามด้วยนาวิกโยธินอังกฤษ
ในวันนี้ยังเป็นวันที่ประธานาธิบดีฝรั่งเศสจะให้สัมภาษณ์แก่สื่อ โดยอภิปรายสถานการณ์ของประเทศ เหตุการณ์ปัจจุบันและโครงการในอนาคต แต่นีกอลา ซาร์กอซี ประธานาธิบดีฝรั่งเศสคนที่ 23 ปฏิเสธจะให้สัมภาษณ์
รัฐธรรมนูญแห่งฝรั่งเศส มาตรา 17 ให้อำนาจแก่ประธานาธิบดี ในการอภัยโทษแก่ผู้กระทำความผิด และตั้งแต่ ค.ศ. 1991 เป็นต้นมา ประธานาธิบดีฝรั่งเศสได้ใช้อำนาจนี้ ในการอภัยโทษผู้กระทำความผิดเล็กๆ น้อยๆ เช่นผู้กระทำผิดกฎจราจร ในวันที่ 14 กรกฎาคมของทุกปี แต่หลังจากปี ค.ศ. 2007 เป็นต้นมา อดีตประธานาธิบดีซาร์กอซี ประกาศให้ยกเลิกธรรมเนียมปฏิบัติดังกล่าว





การเดินสวนสนาม
การเดินสวนสนามวันบาสตีย์นั้นเป็นการเดินสวนสนามฝรั่งเศสที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีในกรุงปารีสนับตั้งแต่ ค.ศ. 1880 ในตอนเช้าวันที่ 14 กรกฎาคม แต่ก่อนการเดินสวนสนามดังกล่าวจัดขึ้นที่อื่นในหรือใกล้กับกรุงปารีส แต่หลังจากปี ค.ศ. 1918 ได้ย้ายมาจัดที่ถนนช็องเซลีเซ ด้วยการเห็นพ้องอย่างชัดเจนของฝ่ายสัมพันธมิตรที่เป็นตัวแทนในการประชุมสันติภาพแวร์ซาย ยกเว้นช่วงที่เยอรมนียึดครองฝรั่งเศสจาก ค.ศ. 1940 ถึง 1944 ขบวนสวนสนามเคลื่อนลงมาตามถนนช็องเซลีเซ จากประตูชัยฝรั่งเศสไปถึงจัตุรัสกงกอร์ด ที่ซึ่งประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศส คณะรัฐบาลและเอกอัครราชทูตต่างประเทศประจำประเทศฝรั่งเศสยืนอยู่ การเดินสวนสนามวันบาสตีย์ได้รับความนิยมในฝรั่งเศส มีการถ่ายทอดทางโทรทัศน์ และเป็นการเดินสวนสนามเป็นปกติที่เก่าแก่ที่สุดและมีขนาดใหญ่ที่สุดในยุโรป ในบางปียังได้มีการเชิญทหารต่างประเทศเข้าร่วมในขบวนสวนสนามและเชิญรัฐบุรุษต่างประเทศเข้าร่วมในฐานะแขก
นอกจากนี้ ยังมีการเดินขบวนสวนสนามขนาดเล็กกว่าตามเมืองที่มีกองทหารประจำอยู่ของฝรั่งเศส อันประกอบด้วยทหารในท้องถิ่นนั้น





ที่มา : http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B9%8C

          http://www.tungsong.com/Important_Day/France/index.asp



ศุกร์ 13 วันอาถรรพ์... กับตำนานหายนะ




เมื่อวันนี้ เป็นวันเสาร์ที่ 14 เมื่อวาน ก็ต้องเป็นวันศุกร์ที่ 13 อย่างไม่ต้องสงสัย 555+ (จะบอกทำไมเนี่ย -*-) และเมื่อนึกถึงวันศุกร์ที่ 13 ก็ต้องมีหลายๆคน นึกถึงตำนานในสิ่งร้ายๆต่างๆ อย่างแน่นอน

ทีนี้ คนเขียนขออนุญาตยกบทความจาก เว็บกระปุกดอทคอม มานำเสนอ ให้สยองกันเล่นๆนะคะ อิอิ

ความเชื่อที่เล่าต่อ ๆ กันมาว่า "วันศุกร์ที่ 13 " เป็นวันแห่งอาถรรพ์ ใครจะทำกิจการใด ๆ ลงทุนพบปะเจรจาสิ่งใด ก็มักจะเกิดเรื่องร้าย ๆ ตลอด...


เฉกเช่นเมื่อวาน วันศุกร์ที่ 13 กรกฎาคม 2555
 
       พวกเราชาวศิลป์-ฝรั่งเศส โรงเรียนราชินีบูรณะ ได้จัดงาน "วันชาติฝรั่งเศส" ขึ้น มีกิจกรรมต่างๆมากมาย และหนึ่งในนั้นคือ การร้องเพลงชาติฝรั่งเศส ที่มีชื่อว่า "La Marseillaise" ซึ่งพวกเราตั้งใจซ้อมมาอย่างเต็มที่ ตอนซ้อมอาจารย์ก็ไปดูแล้ว เรียบร้อยดีทุกอย่าง...
 
       แต่เมื่อถึงเวลาร้องเพลงนี้จริงๆ กลับล่มไม่เป็นท่า สาเหตุเป็นเพราะเครื่องเสียงมีปัญหา ทำให้ร้องไม่ตรงกับทำนอง ทั้ง 2 รอบ รอบเช้าและรอบบ่าย (อายไปตามกันๆ TT^TT)
 
       ยังไม่นับอาการขลุกขลักต่างๆนานา ที่เกิดขึ้นระหว่างงาน (ทำให้ ม.6 อย่างข้าพเจ้าถึงกับเหนื่อยทีเดียว -*-) ไม่รู้จะเป็นเพราะอำนาจ ศุกร์ 13 หรือเปล่า??? ต้องลองให้ท่านผู้อ่าน พิจารณาดูเสียแล้ว... ^^ 
 
ส่วนตัวจริงๆแล้ว ไม่ได้มีความเชื่ออะไรกับวันนี้ แค่ลองตั้งข้อสังเกตดูก็เท่านั้นเอง 5555555+
 


 
ส่วนความเป็นมาของคำว่า "อาถรรพ์ ศุกร์ 13" นั้น เป็นความเชื่อมาจากฝรั่ง โดยเฉพาะชาวคริสต์ นิกายโรมันคาทอลิก ที่เห็นว่า เลข 13 เป็นเลขแห่งความโชคร้าย ถึงจะลงมือทำการสิ่งใดก็จะไม่ประสบผลสำเร็จ เนื่องจากวันดังกล่าว เป็นวันที่พระเยซูทรงสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน หลังจากที่รับประทานอาหารมื้อสุดท้ายร่วมกับสาวกทั้ง 12 คน
ศุกร์ 13 จะเป็นอาถรรพ์หรือเปล่าไม่รู้ แต่ฝรั่งต่างเชื่อเรื่องนี้อย่างมาก บางคนก็จิตตกวิกลจริต หวาดผวาจนขึ้นสมอง กลายเป็น "โรคกลัววันศุกร์ที่ 13" หรือโรคที่มีชื่อเรียกยาว ๆ ว่า "พาราสเคฟดิคาเทรียโฟเบีย" (paraskevidekatriaphobia) หรือโรค "ฟริกกาทริสไคเดคาโฟเบีย" (friggatriskaidekaphobia)
ทั้งนี้ จากการศึกษาประเมินพบว่า คนอเมริกันเป็นโรคดังกล่าวถึง 21 ล้านคน หรือประมาณ 8% ของประเทศเลยทีเดียว แต่เดี๋ยวก่อน หลายคนอาจจะคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องงมงาย ลองมาดูสถิติต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในศุกร์ 13 กันดีกว่า ขอบอกว่าไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ เลยนะ
ศูนย์จัดการความเครียดและสถาบันบำบัดอาการกลัวในเมืองแอชวิลล์ มลรัฐนอร์ทแคโรไลนา สหรัฐอเริกา ประเมินว่า ในแต่ละครั้งที่มีวันศุกร์ที่ 13 สหรัฐอเมริกาต้องสูญเสียทางเศรษฐกิจเป็นเงินถึง 800-900 ล้านเหรียญสหรัฐทีเดียว เพราะว่าประชาชนบางคนไม่กล้าเดินทางไปไหน... ไม่กล้าแม้แต่จะไปทำงาน
ส่วนอุบัติเหตุจาก "ศุกร์ 13" เมื่อเปรียบเทียบข้อมูลจากอุบัติเหตุระหว่างวันศุกร์ที่ 6 กับวันศุกร์ที่ 13 นั้น แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด (ข้อมูลเมื่อ ค.ศ.1993) ตัวเลขผู้ประสบอุบัติเหตุมากกว่าวันศุกร์อื่น ๆ ถึง 52% เลยทีเดียว


ตำนานอาถรรพ์ ศุกร์ 13 ที่เล่าต่อ ๆ กันมา


ตำนานแขกคนที่ 13
ตำนานของ "ชาวนอร์ส" ในดินแดนสแกนดิเนเวียที่เกี่ยวกับ "เทพ 12 องค์" มารวมกันจัดงานเลี้ยงในห้องโถงของเอกีร์ เทพแห่งมหาสมุทร แล้วเทพแห่งไฟที่ชื่อ "โลกิ" ซึ่งไม่ได้รับเชิญมาร่วมงานจึงพังประตูรั้วเข้ามาร่วมงานในฐานะแขกคนที่ 13 และให้ "เทพฮอด" ซึ่งเป็นเทพแห่งความมืดมิดเพราะตาบอด โยนกิ่งของพืชกาฝากใส่ "บาลเดอร์" เทพแห่งความสุขและความยินดี จนบาลเดอร์สิ้นลมหายใจไปในทันที...จนทำให้โลกต้องตกอยู่ในความมืดมิดและความเศร้าสลด
ตำนานคนที่ 13 ต้องตาย
อ้างอิงเรื่องของเดอะ ลาสต์ ซัพเปอร์ มีการบันทึกไว้เมื่อศตวรรษที่ 18 ว่า.. เชื่อกันว่าเมื่อใดก็ตามที่มีคน 13 คนมานั่งร่วมรับประทานอาหารในโต๊ะเดียวกัน คนที่ลุกจากโต๊ะไปเป็นคนแรกจะเป็นคนแรกที่ต้องตาย
ตำนานวันศุกร์แห่งการประหาร
สำหรับเหตุผลที่เจาะจงว่าจะต้องเป็น "วันศุกร์" นั้น นอกจากกรณีที่ว่าพระเยซูถูกนำไปตรึงกางเขนในวันศุกร์แล้ว ในตำราของฝรั่งยังว่า "วันศุกร์" เป็นวันที่ใช้ประหารนักโทษ ทั้งยังถือว่าเป็นวัน "ทิป ทอด เดย์" (Tip Tod Day) หมายความว่าเป็น "วันปีศาจ" ชาวประมงในสมัยก่อนจึงไม่ออกทะเลในวันศุกร์



ศุกร์ 13 กับความเชื่ออื่น ๆ
นอกจากตำนานต่าง ๆ ข้างบนแล้ว ยังมีความเชื่อโบราณของฝรั่งเกี่ยวกับการกระทำต่าง ๆ ในวันศุกร์เช่น ห้ามตัดเล็บในวันศุกร์, อดัม และอีฟ กินผลไม้ต้องห้ามที่สวนอีเดนในวันศุกร์, วันที่พระเจ้าลงโทษให้อดัม และอีฟมาใช้โทษที่โลกมนุษย์คือวันศุกร์ เป็นต้น
...ถึงแม้ว่า ฝรั่งจะแก้เคล็ดด้วยการเรียกเลข 13 ว่า "ลัคกี้นัมเบอร์" แต่กระนั้นเมื่อถึงวันศุกร์ที่ 13 เมื่อไร ผู้คนที่มีความเชื่อเรื่องโชคลาง ต่างก็ต้องหวาดผวากับวันนี้ แถมยังมีคนหัวใสนำเรื่องดังกล่าวไปสร้างเป็นภาพยนตร์ โดยใช้ชื่อเรื่องว่า "ศุกร์ 13 ฝันหวาน" ซึ่งก็สร้างเพิ่มความกลัวมากขึ้นไปอีก!! แถมไม่ว่าจะสร้างกี่รอบ ๆ ก็ดังเป็นพลุแตก กวาดรายได้ถล่มทลายเลยทีเดียว



ประเทศไทย กับความเชื่อ ศุกร์ 13
มาถึงฝั่งประเทศไทยบ้าง ถึงแม้ว่า ศุกร์ 13 จะเป็นความเชื่อของฝรั่งตาน้ำข้าว แต่คนไทยบางกลุ่มก็พลอยเชื่อเรื่องนี้ไปด้วย อาทิ การสร้างลิฟท์บนอาคารตึกสูงบางแห่งที่เกิน 12 ชั้น จะไม่ระบุชั้นที่ 13 โดยจะเลี่ยงเป็นชั้นที่ 12 A หรือไม่ก็ใช้เลข 14 แทนไปเลย ทั้งนี้ก็เพราะโรงแรมต้องรองรับลูกค้าซึ่งส่วนมากเป็นลูกค้าต่างประเทศ โดยเฉพาะฝรั่ง
แต่ถ้าถือตามโหราศาสตร์ไทยแล้วนั้น อาจารย์หนู กันภัย ได้กล่าวไว้ว่า เลข 13 ถือว่าเป็นเลขมหาอุตม์... จะอุดสิ่งชั่วร้ายต่าง ๆ ได้ ตามตำราเป็นเลขมงคล คือจะไม่รับรู้ถึงทวารทั้ง 9 ปิดทั้งหมดทุกช่องทาง เพื่อไม่ให้ได้ยิน ไม่ให้ได้เห็นในสิ่งที่ไม่ดี หรืออีกนัยหนึ่งคือจะอุดสิ่งไม่ดีไม่ให้เข้ามาหาตัวเรานั่นเอง
เอ้า! เรื่องนี้ก็แล้วแต่วิจารณญาณในการรับชม-รับฟังนะคะ ศุกร์ 13 จะเกิดอาถรรพ์หรือเปล่าไม่รู้ รู้แต่ว่า ควรมีสติในการดำรงชีวิต เพื่อความไม่ประมาท เพราะไม่ว่าจะวันศุกร์ไหน ๆ อุบัติเหตุ หรือเรื่องร้าย ๆ ก็อาจเกิดขึ้นได้เหมือนกัน...


ที่มา : http://hilight.kapook.com/view/33793

150 ปี กุสตาฟ คลิมต์

สวัสดีค่ะ ท่านผู้อ่าน วันนี้กูเกิ้ล มีอะไรมานำเสนออีกแย้วววววว
โดยวันนี้เป็นวันครบรอบ 150 ปี "กุสตาฟ คลิมต์" โดยวันนี้ Google Doodle เลือกที่จะนำเสนอ ผลงานชิ้นเอก นั่นก็คือ "The Kiss" ค่ะ เราไปดูชีวประวัติของเขากันดีกว่า ^^



กุสตาฟ คลิมต์ (เกิด 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2405 ถึงแก่กรรม 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2461) จิตรกรชาวออสเตรียและมัณฑนากรหัวก้าวหน้าแห่งออสเตรียในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 อันเป็นช่วงเวลาที่ศิลปะแนวใหม่ หรือ Art Nouveau กำลังงอกงามในยุโรป ผลงานของเขาแสดงให้เห็นถึงจุดเหลื่อมระหว่างศิลปะประยุกต์ ที่สร้างเพื่อการตกแต่ง กับงานวิจิตรศิลป์ที่ศิลปินสร้างขึ้นเพื่อเสนอสาระและคุณค่าในตัวงาน

ผลงานที่มีชื่อเสียง เช่น จิตรกรรมสีน้ำมัน "The Kiss"





Early life and education
Gustav Klimt was born in Baumgarten, near Vienna in Austria-Hungary, the second of seven children —three boys and four girls. All three sons displayed artistic talent early on. Klimt's younger brothers were Ernst Klimt and Georg Klimt. His father, Ernst Klimt the Elder, formerly from Bohemia, was a gold engraver. Ernst married Anna Klimt (née Finster), whose unrealized ambition was to be a musical performer. Klimt lived in poverty while attending the Vienna School of Arts and Crafts (Kunstgewerbeschule), where he studied architectural painting until 1883. He revered the foremost history painter of the time, Hans Makart. Klimt readily accepted the principles of a conservative training; his early work may be classified as academic. In 1877 his brother Ernst, who, like his father, would become an engraver, also enrolled in the school. The two brothers and their friend Franz Matsch began working together; by 1880 they had received numerous commissions as a team they called the "Company of Artists", and helped their teacher in painting murals in the Kunsthistorisches Museum in Vienna. Klimt began his professional career painting interior murals and ceilings in large public buildings on the Ringstraße including a successful series of "Allegories and Emblems".

In 1888, Klimt received the Golden order of Merit from Emperor Franz Josef I of Austria for his contributions to murals painted in the Burgtheater in Vienna. He also became an honorary member of the University of Munich and the University of Vienna. In 1892 both Klimt's father and brother Ernst died, and he had to assume financial responsibility for his father's and brother's families. The tragedies affected his artistic vision as well, and soon he would veer toward a new personal style. In the early 1890s, Klimt met Emilie Flöge, who, notwithstanding the artist's relationships with other women, was to be his companion until the end of his life. Whether his relationship with Flöge was sexual or not is debated, but during that period Klimt fathered at least 14 children.

Vienna secession years
He became one of the founding members and president of the Wiener Sezession (Vienna Secession) in 1897 and of the group's periodical Ver Sacrum ("Sacred Spring"). He remained with the Secession until 1908. The group's goals were to provide exhibitions for unconventional young artists, to bring the best foreign artists' works to Vienna, and to publish its own magazine to showcase members' work. The group declared no manifesto and did not set out to encourage any particular style—Naturalists, Realists, and Symbolists all coexisted. The government supported their efforts and gave them a lease on public land to erect an exhibition hall. The group's symbol was Pallas Athena, the Greek goddess of just causes, wisdom, and the arts—and Klimt painted his radical version in 1898.
In 1894, Klimt was commissioned to create three paintings to decorate the ceiling of the Great Hall in the University of Vienna. Not completed until the turn of the century, his three paintings, Philosophy, Medicine and Jurisprudence were criticized for their radical themes and material, which was called "pornographic". Klimt had transformed traditional allegory and symbolism into a new language which was more overtly sexual, and hence more disturbing. The public outcry came from all quarters—political, aesthetic, and religious. As a result, they were not displayed on the ceiling of the Great Hall. This would be the last public commission accepted by the artist. All three paintings were destroyed by retreating SS forces in May 1945.His Nuda Verita (1899) defined his bid to further shake up the establishment. The starkly naked red-headed woman holds the mirror of truth, while above it is a quotation by Schiller in stylized lettering, "If you cannot please everyone with your deeds and your art, please a few. To please many is bad."

In 1902, Klimt finished the Beethoven Frieze for the 14th Vienna Secessionist exhibition, which was intended to be a celebration of the composer and featured a monumental, polychromed sculpture by Max Klinger. Meant for the exhibition only, the frieze was painted directly on the walls with light materials. After the exhibition the painting was preserved, although it did not go on display until 1986. The face on the Beethoven portrait resembled the composer and Vienna Court Opera director Gustav Mahler, with whom Klimt had a respectful relationship.
During this period Klimt did not confine himself to public commissions. Beginning in the late 1890s he took annual summer holidays with the Flöge family on the shores of Attersee and painted many of his landscapes there. Klimt was largely interested in painting figures; these works constitute the only genre aside from figure-painting which seriously interested Klimt. Klimt's Attersee paintings are of a number and quality so as to merit a separate appreciation. Formally, the landscapes are characterized by the same refinement of design and emphatic patterning as the figural pieces. Deep space in the Attersee works is so efficiently flattened to a single plane, it is believed that Klimt painted them while looking through a telescope.

Golden phase and critical success
Klimt's 'Golden Phase' was marked by positive critical reaction and success. Many of his paintings from this period used gold leaf; the prominent use of gold can first be traced back to Pallas Athene (1898) and Judith I (1901), although the works most popularly associated with this period are the Portrait of Adele Bloch-Bauer I (1907) and The Kiss (1907–1908). Klimt travelled little but trips to Venice and Ravenna, both famous for their beautiful mosaics, most likely inspired his gold technique and his Byzantine imagery. In 1904, he collaborated with other artists on the lavish Palais Stoclet, the home of a wealthy Belgian industrialist, which was one of the grandest monuments of the Art Nouveau age. Klimt's contributions to the dining room, including both Fulfillment and Expectation, were some of his finest decorative work, and as he publicly stated, "probably the ultimate stage of my development of ornament." Between 1907 and 1909, Klimt painted five canvases of society women wrapped in fur. His apparent love of costume is expressed in the many photographs of Flöge modeling clothing he designed.
As he worked and relaxed in his home, Klimt normally wore sandals and a long robe with no undergarments. His simple life was somewhat cloistered, devoted to his art and family and little else except the Secessionist Movement, and he avoided café society and other artists socially. Klimt's fame usually brought patrons to his door, and he could afford to be highly selective. His painting method was very deliberate and painstaking at times and he required lengthy sittings by his subjects. Though very active sexually, he kept his affairs discreet and he avoided personal scandal.

Klimt wrote little about his vision or his methods. He wrote mostly postcards to Flöge and kept no diary. In a rare writing called "Commentary on a non-existent self-portrait", he states "I have never painted a self-portrait. I am less interested in myself as a subject for a painting than I am in other people, above all women...There is nothing special about me. I am a painter who paints day after day from morning to night...Who ever wants to know something about me... ought to look carefully at my pictures."
In 1901 Herman Bahr wrote, in his Speech on Klimt: "Just as only a lover can reveal to a man what life means to him and develop its innermost significance, I feel the same about these paintings."


Later life and posthumous success
In 1911 his painting Death and Life received first prize in the world exhibitions in Rome. In 1915 his mother Anna died. Klimt died three years later in Vienna on February 6, 1918, having suffered a stroke and pneumonia due to the influenza epidemic of that year. He was buried at the Hietzing Cemetery in Vienna. Numerous paintings were left unfinished.
Klimt's paintings have brought some of the highest prices recorded for individual works of art. In November 2003, Klimt's Landhaus am Attersee sold for $29,128,000, but that was soon eclipsed by prices paid for other Klimts.
In 2006, the 1907 portrait, Adele Bloch-Bauer I, was purchased for the Neue Galerie New York by Ronald Lauder for a reported US $135 million, surpassing Picasso's 1905 Boy With a Pipe (sold May 5, 2004 for $104 million), as the highest reported price ever paid for a painting. On August 7, 2006, Christie's auction house announced it was handling the sale of the remaining four works by Klimt that were recovered by Maria Altmann and her co-heirs after their long legal battle against Austria (see Republic of Austria v. Altmann). Portrait of Adele Bloch-Bauer II was sold at auction in November 2006 for $88 million, the third-highest priced piece of art at auction at the time. The Apple Tree I (ca. 1912) sold for $33 million, Birch Forest (1903) sold for $40.3 million, and Houses in Unterach on Lake Atter (1916) sold for $31 million. Collectively, the five restituted paintings netted over $327 million. A routine Attersee painting fetched $40.4 million at Sotheby's in November 2011.

ที่มา : http://en.wikipedia.org/wiki/Gustav_Klimt
          http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%81%E0%B8%B8%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%9F_%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%A1%E0%B8%95%E0%B9%8C