วันจันทร์ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2556

บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป มีประโยชน์แค่ไหน???



บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป มีประโยชน์หรือโทษต่อร่างกายอย่างไร
                ชาวเอเชียนั้นว่ากันว่าบริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปกันเป็นบ้าเป็นหลัง เหตุผลง่ายๆก็คือ ราคาถูก ไม่ต้องใช้เวลาเตรียมมาก และอิ่มท้อง เด็ก ๆ ส่วนใหญ่ก็ชอบรับประทาน อุตสาหกรรมบะหมี่สำเร็จรูปจึงเติบโตอย่างไม่น่าเชื่อ เห็นได้จากในท้องตลาดมีหลากหลายยี่ห้อจนนับไม่ถ้วน และด้วยรูปลักษณ์ต่าง ๆ กัน จุดขายต่าง ๆ กันไป นับตั้งแต่ขายเสียงหมูสับ ไปจนถึงยี่ห้อเอาเร็วเข้าว่าจะมัวช้าสับหมูอยู่ไย

                ถ้าถามว่าบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปดีหรือไม่ดีต่อสุขภาพ หลายคนคงมีคำตอบอยู่แล้วในใจ เรียกว่ารู้ดีอยู่ว่าไม่ควรรับประทานทุกวันเป็นแน่ แต่บางครั้งก็อดใจไม่ไหว บางทีก็ขี้เกียจทำอาหารหรือขี้เกียจออกมาซื้อหาอาหารรับประทาน ที่แน่ๆก็คือ หนุ่มสาวในวัยศึกษาโดยเฉพาะพวกที่อยู่หอพัก ดูหนังสือดึก ๆ ก็ต้มรับประทานคลายหิวไปได้

                หากเราลองมาดูส่วนประกอบในฉลาก จะพบว่าส่วนประกอบหลักเลยก็คือแป้ง ซึ่งให้สารอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต แหล่งพลังงานหลักของเรา ถ้าไม่มีคาร์โบไฮเดรตร่างกายต้องดึงไขมันสะสมมาใช้ พอไขมันหมดก็ไปเอาโปรตีนมาจากกล้ามเนื้อ ทำให้ร่างกายอ่อนแอลง ทว่าอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตสูงอย่างบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปก็กำลังถูกเพ่งเล็งอยู่ว่าจะมีผลดีต่อร่างกายหรือไม่

                วารสารทางการแพทย์ Journal of the American Medical Association ได้ตีพิมพ์บทความที่กล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างอาหารที่มีแป้งเป็นองค์ประกอบสูงกับโรคเบาหวาน พบว่า ขนมปังที่ทำจากแป้งขัดขาว มันฝรั่งบด และบะหมี่สำเร็จรูปนั้นมี glycemic indexes ซึ่งเป็นตัวชี้วัดค่าความสามารถในการทำให้น้ำตาลในเลือดสูงขึ้น แต่ผู้ศึกษาก็แนะนำว่า ไม่ได้ให้ผู้บริโภคตัดอาหารแป้งทั้งหมดออกไปจากสำรับ แต่ให้หันมารับประทานแป้งชนิดที่ไม่ขัดขาวแทน เช่น ข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีท เป็นต้น และควรรับประทานพืชผักใบเขียวให้มากขึ้น

                นอกจากแป้งแล้ว ส่วนประกอบในบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่มีมากรองลงมาก็คือ ไขมัน หลายท่านคงแปลกใจเพราะดูไม่ออกว่าไขมันมาจากไหน แต่ศาสตราจารย์ ฮาโรลด์ คอร์ค ผู้เชี่ยวชาญทางข้าวสาลีแห่งมหาวิทยาลัยฮ่องกง กล่าวว่า นอกจากไขมันในรูปน้ำมันที่อยู่ในซองสำหรับปรุงรสแล้ว บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปส่วนใหญ่ใช้วิธีทอดเส้นในน้ำมัน มีพียง 3-4% เท่านั้นที่อบแห้งโดยใช้ลมร้อน (air-drying) ซึ่งไม่มีการระบุไว้ในฉลากเพราะไม่ใช่จุดขายของสินค้า บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปส่วนใหญ่จึงมีน้ำมันอยู่ประมาณ 18 %

                แม้ว่าไขมันจะเป็นสารอาหารที่ร่างกายต้องการ ทว่าผู้ผลิตมักใช้น้ำมันปาล์มซึ่งหาง่ายในแถบเอเชีย ราคาถูกและทำให้บะหมี่มีรสชาติดี แต่ไขมันจากน้ำมันปาล์มซึ่งเป็นไขมันอิ่มตัวสูงก็ไม่เหมาะกับคนที่เเป็นโรคเกี่ยวกับหลอดเลือดหัวใจ

                นอกจากนั้น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปยังมีเกลือโปตัสเซียมคาร์บอเนตซึ่งทำให้เส้นบะหมี่มีสีเหลืองอ่อน ๆ น่ารับประทาน ทำให้เส้นเหนียวนุ่มไม่เละง่ายเมื่อถูกน้ำร้อน แต่ไม่มีคุณค่าทางอาหารและถือว่าไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย ส่วนเครื่องปรุงก็มีเกลือเป็นส่วนใหญ่ ถ้าผู้บริโภคที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงก็ไม่ควรรับประทาน นอกจากนั้นก็มีสีปรุงแต่งอาหาร ผงชูรส ซึ่งบางคนอาจแพ้ได้ บะหมี่สำเร็จรูปที่ไม่มีผงชูรสก็มีเหมือนกันแต่ราคาแพงกว่าปกติประมาณ 25%

                ดร.เอ็ดมอนด์ ลี นักโภชนาการชาวฮ่องกงเตือนว่า แม้บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปบางชนิดจะมีผักเป็นส่วนผสมอยู่บ้าง แต่ก็อย่าหวังพึ่งว่าจะเพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย เพราะจุดประสงค์ของผู้ผลิตคือแต่งหน้าให้ดูดีน่ารับประทานเฉย ๆ แต่เขาก็เข้าใจสำหรับคนที่ชอบรับประทานบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปและไม่เห็นว่าเป็นปัญหาใหญ่โตอะไร แม้เด็ก ๆ จะชอบรับประทาน แต่ผู้ใหญ่ก็คอยดูแลได้โดยการเติมไข่ใส่ผัก ให้บะหมี่ถ้วยนั้นมีโปรตีนและวิตามินเพิ่มขึ้น

                อย่างไรก็ดี การรับประทานอาหารให้หลากหลายเป็นหนทางหนึ่งที่ช่วยให้ร่างกายได้รับสารอาหารเต็มที่ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปไม่เป็นอันตรายต่อใคร แต่ก็ควรรับประทานนาน ๆ ครั้งก็พอ ความจริงคงไม่มีใครตั้งหน้าตั้งตารับประทานบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปอย่างเดียวหากมีทางเลือกอื่น ยกเว้นคนติดเกาะหรือหลงป่าที่อยู่ในภาวะจำยอมเท่านั้นกระมัง

ที่มา : 
http://www.mongkoltemple.com/page02/variety025.html

วันศุกร์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2556

กำเนิด บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป

สวัสดีค่ะท่านผู้อ่าน หิวๆแบบนี้ กิน "มาม่า" สักถ้วยดีมั้ยคะ? ว่าแล้วก็เลยอยากรู้ว่ามันมีที่มาิอย่างไรกัน คนเขียนเลยไปหาคำตอบมาฝากกันค่ะ ^^






อาหารช่วยชีวิตเวลาหิวของใครหลายคน บางคนนำไปปรับปรุงดัดแปลงเพิ่มความน่าทานตามใจชอบ แต่บางท่านก็ทานเพราะความจำเป็น วันนี้จึงขอพาไปรู้จักกับที่มาที่ไปของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปกัน
บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป หรือ "มาม่า" ที่คนไทยชอบเรียกกันจนเคยชิน อาหารสำเร็จรูปสุดสะดวก แทบทุกคนต้องเคยพึ่งพาเวลาไม่สามารถหาอาหารอื่น ๆ ทานได้ หรือบางท่านก็ตั้งใจปรุงใส่นั่นใส่นี่ หรือนำเอาไปผัดไปยำจนออกมาหน้าตาน่ารับประทาน แต่เคยรู้กันไหมว่า เจ้าบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปนี้ มีต้นกำเนิดมาจากไหน
ผู้คิดค้นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปรูปขึ้นมา คือ "อันโด โมโมฟุกุ" ชาวญี่ปุ่น ท่านเป็นผู้ก่อตั้งและประธานบริษัทในกลุ่มนิชชิน ที่มาที่ไปก็มาจากในฤดูหนาวของโอซาก้า มีคนจำนวนมากต่างพากันไปต่อแถวรอกินราเม็นร้อน ๆ ท่ามกลางอากาศที่เย็นจัด อันโดรู้สึกเห็นใจจึงเกิดไอเดียบางอย่างขึ้น เมื่อปี ค.ศ.1958 โดยนำเส้นราเมนที่ได้จากการผสมกับน้ำซุปกระดูกไก่ มาทอดในน้ำมันปาล์มเพื่อไล่ความชื้นออกไป ทำให้เก็บไว้ได้นาน และแค่เพียงเติมน้ำร้อน เส้นก็จะคืนสภาพเดิม สามารถกินได้ทันที ไม่ต้องปรุงอะไรเพิ่มเติมเลย เพราะว่าเส้นผสมกับน้ำซุปกระดูกไก่แล้ว จึงเกิดอาหารที่เรียกว่าบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป
ขึ้น บรรจุอยู่ในชามที่เรียกกันว่า "ด้ง" ซึ่งค่อนข้างใหญ่เทอะทะ ต่อมาในค.ศ. 1971 จึงพัฒนาให้รับประทานได้สะดวกยิ่งขึ้นในรูปแบบถ้วยสำเร็จรูปมีส้อมใส่ไว้ให้เสร็จสรรพ เวลาจะกินน้ำซุปก็สามารถยกถ้วยขึ้นมาซดได้เลย
บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปได้รับความนิยมไปทั่วโลก เนื่องจากมีวิธีทำที่สะดวกคือเพียงแค่เติมน้ำร้อนก็ทานได้ทันที และที่สำคัญมีราคาที่ไม่แพง ในปัจจุบันมีหลากหลายรสชาติ แล้วแต่ผู้ผลิตแต่ละเจ้าจะคิดค้นขึ้นมาได้ และถึงแม้ "นิชชิน" จะเป็นเจ้าแรกของโลกที่ผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปขึ้นมา แต่ "มาม่า" เป็นยี่ห้อแรกที่คนไทยรู้จัก จึงเรียกกันจนติดปาก แม้จะมียี่ห้ออื่นเข้ามา แต่ก็ยังเรียก "มาม่า"จนถึงปัจจุบัน





                                                           


ที่มา : http://blog.eduzones.com/wigi/82273

รางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล



มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้รับพระบรมราชานุญาตให้จัดตั้งขึ้น เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2534 ด้วยการริเริ่มของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ในวฟโรกาสเฉลิมฉลองวันคล้ายวันพระราชสมภพ ในสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ครบ 100 ปี ในวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2535 เพื่อดำเนินการมอบรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ถวายเป็นพระราชอนุสรณ์ และเพื่อเผยแพร่พระราชเกียรติคุณ แห่งสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก “องค์บิดาแห่งการแพทย์แผนปัจจุบันและการสาธารณสุขของไทย”

เมื่อแรกตั้งใช้ชื่อมูลนิธิว่า “มูลนิธิรางวัลมหิดล ในพระบรมราชูปถัมภ์” และได้เปลี่ยนแปลงเป็น “มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ในพระบรมราชูปถัมภ์” เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2540

วัตถุประสงค์ของมูลนิธิฯ
1.     เผยแพร่พระเกียรติคุณแห่งสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก
2.     มอบรางวัลแก่บุคคลหรือองค์กรที่ปฏิบัติงาน และ/หรือวิจัยดีเด่นทางด้านการแพทย์ อันก่อให้เกิดประโยชน์แก่มนุษยชาติ
3.     มอบรางวัลแก่บุคคลหรือองค์กรที่ปฏิบัติงานดีเด่นทางด้านการสาธารณสุข เป็นประโยชน์แก่สุขภาพอนามัยของมนุษยชาติ
4.     ดำเนินการเพื่อสาธารณประโยชน์ หรือร่วมกับองค์กรการกุศลอื่นๆ เพื่อสาธารณประโยชน์
5.     ไม่ดำเนินการเกี่ยวข้องกับการเมืองแต่ประการใด

รายพระนามและรายนามคณะกรรมการมูลนิธิฯ
1. สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
องค์ประธาน
2. คณบดี คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล
รองประธาน
3. ศ.นพ.สุพัฒน์ วาณิชย์การ
เลขาธิการ
4. เลขาธิการพระราชวัง (นายแก้วขวัญ วัชโรทัย)
เหรัญญิก
5. ราชเลขาธิการ
กรรมการ
6. ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ
กรรมการ
7. ปลัดกระทรวงสาธารณสุข
กรรมการ
8. นายกสภามหาวิทยาลัยมหิดล
กรรมการ
9. อธิการบดี มหาวิทยาลัยมหิดล
กรรมการ
10. อธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
กรรมการ
11. อธิการบดี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
กรรมการ
12. คณบดี คณะแพทยศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
กรรมการ
13. คณบดี คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี
กรรมการ
14. คณบดี คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
กรรมการ
15. อธิบดีกรมสารนิเทศ
กรรมการ
16. ผู้อำนวยการกลุ่มการสาธารณสุขระหว่างประเทศ
กรรมการ
17. หม่อมราชวงศ์เกษมสโมสร เกษมศรี
กรรมการ
18. ศ.นพ.ประเวศ วะสี
กรรมการ
19. ศ.นพ.ประดิษฐ์ เจริญไทยทวี
กรรมการ
20. ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช
กรรมการ
21. ศ.นพ.วิศิษฏ์ สิตปรีชา
กรรมการ
22. นายศักดิ์ทิพย์ ไกรฤกษ์
กรรมการ
23. ศ.พญ. ท่านผู้หญิงศรีจิตรา บุนนาค
กรรมการ
24. หม่อมหลวงอนุพร เกษมสันต์
กรรมการ
25. ผู้อำนวยการพระคลังข้างที่
กรรมการ
26. เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา
กรรมการ
27.รศ.พญ. บุปผาชาติ จารุเสถียร
กรรมการ




รางวัลทางการแพทย์ มอบให้แก่บุคคลหรือองค์กรที่ปฏิบัติงาน และ/หรือวิจัยดีเด่นทางด้านการแพทย์ อันก่อประโยชน์แก่มนุษยชาติ
รางวัลทางสาธารณสุข มอบให้แก่บุคคลหรือองค์กรที่ปฏิบัติงานดีเด่นทางด้านสาธารณสุข เป็นประโยชน์แก่สุขภาพอนามัยของมนุษยชาติ
รางวัล มีการให้รางวัลเป็นประจำทุกปี ๆ ละ 2 รางวัล คือ
รางวัลประกอบด้วย
  1. เหรียญรางวัล
  2. ประกาศนียบัตร
  3. เงินรางวัลๆ ละ 100,000 ดอลลาร์สหรัฐ (นับตั้งแต่ พ.ศ. 2555)


ขั้นตอนการเสนอชื่อและตัดสินผู้ได้รับรางวัล
คณะบุคคล หรือองค์กรใด ๆ ทั่วโลก ส่งรายนามบุคคล กลุ่มบุคคลหรือ องค์กร ที่สมควรได้รับรางวัลถึงเลขาธิการ มูลนิธิฯ โดยกรอกแบบฟอร์มการเสนอชื่อแล้วส่งผ่านเว็บไซต์หรือทางไปรษณีย์
  1. คณะกรรมการที่ปรึกษาวิชาการ จะพิจารณา กลั่นกรองรายชื่อ สืบค้นข้อมูลเพิ่มเติม
  2. คณะกรรมการรางวัลนานาชาติ ซึ่งประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิและมีชื่อเสียงระดับโลก พิจารณารายชื่อที่อยู่ในเกณฑ์การได้รับรางวัล นำเสนอต่อคณะกรรมการมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลฯ
  3. คณะกรรมการมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลฯ โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี องค์ประธานมูลนิธิฯ ตัดสินผู้สมควรได้รับรางวัล


                             
                                            เหรียญรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล

ที่มา : http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%A5%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%88%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%A5

วันพุธที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

ดนตรีคลาสสิคไร้ขีดจำกัด Q&A: ดร. ทวีเวท ศรีณรงค์





สวัสดีค่ะ ท่านผู้อ่าน คนเขียนกลับมาอีกครั้งด้วย เรื่องดนตรีคลาสสิคอีกสักรอบ คราวนี้พอดีคนถูกสัมภาษณ์ เขาโพสต์ลงบน Facebook ส่วนตัว เลยขออนุญาตนำมาแบ่งปัน ^^ (ชื่อ URL ก็ประกาศความเป็นแฟนคลับขนาดนั้น จะไม่โพสต์ก็กระไรอยู่นะคะ อิอิ ^^)

ดร. ทวีเวท ศรีณรงค์ หรือ ดร. เป้ พี่ชายคนโตจากสมาชิกวง Vie Trio เขาเพิ่งสำเร็จการศึกษาปริญญาเอกด้านไวโอลินที่ Brook University, New York และเป็นคนไทยคนแรกที่จบการศึกษาสูงสุดทางด้านนี้ เขาบอกว่า“ดนตรีคลาสสิกจะทำให้คุณละเอียดอ่อน” และจะจรรโลงจิตใจได้อย่างไร ต้องมาฟังกันต่อ 


LifestyleAsia: หลังจากที่เรียนจบปริญญาเอกด้านไวโอลินแล้ว มีแผนการจะนำมาใช้ต่ออย่างไรคะ 
ดร.เป้: หลายคนมองว่าเรียนปริญญาเอก เพื่อที่จะเป็นครู แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่เลย ความยากของมันไม่ได้อยู่ที่ต้องไปสอนที่มหาวิทยาลัย เพราะสอนคนได้ไม่กี่คน แต่ถ้าทำเพลงและแสดงสดก็สามารถสอนคนได้ทั้งประเทศ ตอนนี้วงเราไปเล่นที่หลายประเทศ แต่สื่อไทยอาจจะไม่รู้ เพราะไม่ใช่ดนตรีในกระแส ซึ่งก็ไม่ได้น้อยใจหรืออะไร แต่ก็จะทำต่อไปให้ดี เอาประสบการณ์การเล่นคอนเสิร์ตมาแชร์ให้คนไทยได้ฟังกัน  โดยที่ทำให้คนฟังต้องไม่รู้สึกว่าดนตรีคลาสสิกเป็นสิ่งที่จับต้องไม่ได้ อันนี้เป็นสิ่งสำคัญมากครับ อย่างเช่น เอาดนตรีคลาสสิกมาเล่นกับดีเจ หรือเอาดนตรีคลาสสิกมาเล่นกับแนวดนตรีอย่างอื่น เพื่อแสดงให้คนเห็นว่าเครื่องดนตรีที่คนคิดว่าเล่นได้แต่หวานเย็นนั้นมันไม่ใช่แบบนั้น 
LifestyleAsia: ดนตรีคลาสสิกมีข้อดีกับคนฟังอย่างไรบ้างคะ  
ดร.เป้: ดนตรีคลาสสิกจะทำให้เป็นคนละเอียดอ่อน ทำไมเราถึงได้ยินว่าให้เด็กฟังดนตรีคลาสสิกแล้วจะฉลาด จริงๆ แล้วไม่ใช่หรอกครับ แต่เป็นเนื้อของข้างในดนตรีที่มีความละเอียด เพลงบรรเลงจะทำให้คุณรู้จักตัวตนของตัวเอง เพราะว่าเป็นเพลงที่ไม่ได้กำหนดโดยเนื้อร้อง คนที่เข้าใจว่าเพลงบรรเลงต้องปีนบันไดฟังนั้นเข้าใจผิดไปแล้ว เพราะมันไม่ต้องเข้าใจอะไรเลย เราไปรับความรู้สึกตามประสบการณ์ของเรา มันทำให้คุณเป็นนักคิด ทำให้คุณมีความละเอียดอ่อนกับชีวิต คุณฟังดนตรีที่ละเอียด คุณก็เป็นคนละเอียด คุณฟังดนตรีที่ชุ่ย คุณก็เป็นคนที่ชุ่ย 
LifestyleAsia: แล้วอะไรคือดนตรีที่ชุ่ยคะ 
ดร.เป้: ผมไม่ได้บอกว่าดนตรีประเภทอื่น ที่ไม่ใช่ดนตรีคลาสสิกเป็นดนตรีที่ชุ่ย แต่เป็นดนตรีที่ไม่ได้ถูกสร้างสรรค์มาด้วยความคิด ถูกสร้างสรรค์มาด้วยการลอกมากกว่า ไม่ได้ตั้งใจในการสื่ออะไรใหม่ขึ้นมา เช่น ถ้าเป็นเพลงจังหวะสนุกสนาน ถึงแม้ว่าเราไม่เข้าใจว่าเขาร้องว่าอะไร แต่จังหวะของมัน ทำให้คนฟังรู้สึกอยากเต้น หรือถ้าเป็นเพลงเพราะช้าๆ จะสามารถกินใจเราได้หรือเปล่า ถ้าไม่ได้ถูกทำมาอย่างประณีตมันก็จะเป็นดนตรีที่ชุ่ย 
LifestyleAsia: นอกจากดนตรีคลาสสิกแล้วชอบฟังแนวเพลงอื่นอะไรบ้างคะ 
ดร. เป้: ผมชอบเพลงอิเลคโทรนิค ซึ่งเป็นแนวที่แตกต่างกันมาก ผมไม่ค่อยชอบดนตรีสด เพราะผมเล่นเป็นประจำอยู่แล้ว ผมจึงชอบรีแลกซ์กับดนตรีทีเป็นเทคโนอิเลคโทรนิคมากกว่า เพราะมันได้ความสนุกอีกแบบ ดนตรีดีๆ มีทั่วไปหมด ผมจึงฟังทั้งแจ๊ส ลูกทุ่งก็ฟัง ขอให้ดนตรีมีคุณภาพมันก็สามารถไปอยู่ที่ไหนก็ได้ 
LifestyleAsia: เวลาแต่งเพลง มีแรงบันดาลใจมาจากอะไรบ้างคะ 
ดร. เป้:  แรงบันดาลใจมาจากหลากหลาย มีตั้งแต่คิดคอนเซ็ปต์ว่าต้องการอะไร เช่น ต้องการสื่อว่าดนตรีคลาสสิกสามารถเข้ากับอะไรก็ได้ ผมก็จะหยิบยืมเอาดนตรีคลาสสิกมามิกซ์กับดนตรีสมัยใหม่ หรือต้องการสื่อว่าดนตรีคลาสสิกเข้ากับเพลงลูกทุ่งได้ ก็เอาเพลงลูกทุ่งที่คุณรู้จักมาผสมผสานกับดนตรีคลาสสิก หรือแม้แต่บางทีผมนอนฝัน แล้วตื่นขึ้นมาตอนเช้า ก็เอามาเขียนเป็นโน้ต พอเขียนเสร็จแล้วก็หลับ แล้วตื่นขึ้นมาดูอีกที แล้วออกมาเป็นเพลงที่ขายกันอยู่ในอัลบั๊มใหม่ เรื่องขีดจำกัดของจินตนาการมันไม่มีหรอกครับ ขึ้นอยู่กับตัวเราว่าจะไปหาแรงบันดาลใจมาจากที่ไหน แล้วถ้าไม่มีจะไปหามันได้ที่ไหน 
ดนตรีคลาสสิกของดร.เป้ จึงไม่หยุดนิ่งเฉพาะเวลาใดเวลาหนึ่งเท่านั้น แต่เป็นเพลงคลาสสิกที่ร่วมสมัย และไม่มีขีดจำกัดในเรื่องจินตนาการ




อิริยาบถสบายๆกับน้องสาว ในชุดครุยปริญญาเอก ^^




ที่มา : http://th.lifestyleasia.com/th/features/more/%E0%B8%94%E0%B8%A3.-%E0%B8%97%E0%B8%A7%E0%B8%B5%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B8%97-%E0%B8%A8%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%93%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B9%8C

ขอบคุณพิเศษ / เอื้อเฟื้อภาพ : ดร. ทวีเวท ศรีณรงค์ 



วันศุกร์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

BCO วงออร์เคสตร้าเพื่องานการกุศล ‘Seeing is Believing –ให้ดวงตา ให้ชีวิต’

สวัสดีค่ะ วันนี้คนเขียนขอนำเสนอสิ่งที่ชอบนะคะ นั่นก็คือวงออร์เคสตร้านั่นเอง ^^ พอดีคนเขียนได้มีโอกาสรู้จักกับคนที่ได้ไปเล่นในวง Bangkok Charity Orchestra ในคอนเสิร์ตครั้งล่าสุดที่ผ่านมา ที่ได้จัดขึ้นเมื่อวันอาทิตย์ ที่ 14 ตุลาคม 2555 นี่เอง จึงอยากจะนำเสนอเรื่องราว เกี่ยวกับคอนเสิร์ตนี้ค่ะ ^^

Bangkok Charity Orchestra- Gala Concert ที่มอบความประทับใจและบทเพลงอันไพเราะสุดๆแก่ผู้ที่มาร่วมชมกันอย่างคับคั่ง งานนี้นอกจากได้เหล่าศิลปินคุณภาพ มาร่วมขับร้องนำทีมโดย รัดเกล้า อามระดิษ, ฝ้าย Am Fine, ครูกานต์ จันทอง จากบ้าน AF แล้วยังได้วาทยากรระดับแถวหน้าอย่าง จุลยุทธ โล่โชตินันท์ ผู้ก่อตั้งวง บางกอกแชริตี้ ออเคสตร้า (Bangkok Charity Orchestra)มารับหน้าที่วาทยากรตลอดคอนเสิร์ต พร้อมแขกรับเชิญที่ขึ้นร่วมร้องเพลงอีกมากมาย ณ โรงแรม แกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ ที่ผ่านมา

กับบทเพลงไพเราะจากศิลปินระดับโลกที่ถูกนำกลับมาบรรเลงและถ่ายทอดได้อย่างละเมียด อาทิ Phanthom Of The Opera, Think of Me, Moon River, I Dreamed a Dream, The Greatest Love of all และ อีกหลากหลายอารมณ์เพลงที่แสนดื่มด่ำในบรรยากาศอันอบอุ่น อิ่มใจ และอิ่มบุญไปพร้อมๆกัน ซึ่งคอนเสิร์ตในครั้งนี้ยังมอบรายได้ให้แก่โครงการ ‘Seeing is Believing –ให้ดวงตา ให้ชีวิต’ ซึ่งเป็นโครงการของกลุ่มธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) เพื่อดำเนินการระดมทุนสนับสนุนการป้องกันตาบอด และ ช่วยให้มีการตรวจคัดกรองผู้ป่วยโรคตา ตลอดจนการรักษาดวงตาและให้การผ่าตัดแก่ผู้ป่วยที่เป็นโรคต้อกระจก แบบไม่หักค่าใช้จ่าย อีกด้วย




บรรยากาศในงานค่ะ











คุณรัดเกล้า อามระดิษ




คุณจุลยุทธ โล่โชตินันท์ (วาทยกร)











พี่คนนี้ถึงแม้จะพิการทางสายตา แต่ดีกรีปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยมหิดล เชียวนะคะ ^^ 


ฝ้าย วง แอมไฟน์










***********************************************************************



ขอขอบคุณพิเศษ / เอื้อเฟื้อภาพ : คุณ Kimura Cantabile