วันศุกร์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2556

รางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล



มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้รับพระบรมราชานุญาตให้จัดตั้งขึ้น เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2534 ด้วยการริเริ่มของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ในวฟโรกาสเฉลิมฉลองวันคล้ายวันพระราชสมภพ ในสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ครบ 100 ปี ในวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2535 เพื่อดำเนินการมอบรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ถวายเป็นพระราชอนุสรณ์ และเพื่อเผยแพร่พระราชเกียรติคุณ แห่งสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก “องค์บิดาแห่งการแพทย์แผนปัจจุบันและการสาธารณสุขของไทย”

เมื่อแรกตั้งใช้ชื่อมูลนิธิว่า “มูลนิธิรางวัลมหิดล ในพระบรมราชูปถัมภ์” และได้เปลี่ยนแปลงเป็น “มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ในพระบรมราชูปถัมภ์” เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2540

วัตถุประสงค์ของมูลนิธิฯ
1.     เผยแพร่พระเกียรติคุณแห่งสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก
2.     มอบรางวัลแก่บุคคลหรือองค์กรที่ปฏิบัติงาน และ/หรือวิจัยดีเด่นทางด้านการแพทย์ อันก่อให้เกิดประโยชน์แก่มนุษยชาติ
3.     มอบรางวัลแก่บุคคลหรือองค์กรที่ปฏิบัติงานดีเด่นทางด้านการสาธารณสุข เป็นประโยชน์แก่สุขภาพอนามัยของมนุษยชาติ
4.     ดำเนินการเพื่อสาธารณประโยชน์ หรือร่วมกับองค์กรการกุศลอื่นๆ เพื่อสาธารณประโยชน์
5.     ไม่ดำเนินการเกี่ยวข้องกับการเมืองแต่ประการใด

รายพระนามและรายนามคณะกรรมการมูลนิธิฯ
1. สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
องค์ประธาน
2. คณบดี คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล
รองประธาน
3. ศ.นพ.สุพัฒน์ วาณิชย์การ
เลขาธิการ
4. เลขาธิการพระราชวัง (นายแก้วขวัญ วัชโรทัย)
เหรัญญิก
5. ราชเลขาธิการ
กรรมการ
6. ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ
กรรมการ
7. ปลัดกระทรวงสาธารณสุข
กรรมการ
8. นายกสภามหาวิทยาลัยมหิดล
กรรมการ
9. อธิการบดี มหาวิทยาลัยมหิดล
กรรมการ
10. อธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
กรรมการ
11. อธิการบดี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
กรรมการ
12. คณบดี คณะแพทยศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
กรรมการ
13. คณบดี คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี
กรรมการ
14. คณบดี คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
กรรมการ
15. อธิบดีกรมสารนิเทศ
กรรมการ
16. ผู้อำนวยการกลุ่มการสาธารณสุขระหว่างประเทศ
กรรมการ
17. หม่อมราชวงศ์เกษมสโมสร เกษมศรี
กรรมการ
18. ศ.นพ.ประเวศ วะสี
กรรมการ
19. ศ.นพ.ประดิษฐ์ เจริญไทยทวี
กรรมการ
20. ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช
กรรมการ
21. ศ.นพ.วิศิษฏ์ สิตปรีชา
กรรมการ
22. นายศักดิ์ทิพย์ ไกรฤกษ์
กรรมการ
23. ศ.พญ. ท่านผู้หญิงศรีจิตรา บุนนาค
กรรมการ
24. หม่อมหลวงอนุพร เกษมสันต์
กรรมการ
25. ผู้อำนวยการพระคลังข้างที่
กรรมการ
26. เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา
กรรมการ
27.รศ.พญ. บุปผาชาติ จารุเสถียร
กรรมการ




รางวัลทางการแพทย์ มอบให้แก่บุคคลหรือองค์กรที่ปฏิบัติงาน และ/หรือวิจัยดีเด่นทางด้านการแพทย์ อันก่อประโยชน์แก่มนุษยชาติ
รางวัลทางสาธารณสุข มอบให้แก่บุคคลหรือองค์กรที่ปฏิบัติงานดีเด่นทางด้านสาธารณสุข เป็นประโยชน์แก่สุขภาพอนามัยของมนุษยชาติ
รางวัล มีการให้รางวัลเป็นประจำทุกปี ๆ ละ 2 รางวัล คือ
รางวัลประกอบด้วย
  1. เหรียญรางวัล
  2. ประกาศนียบัตร
  3. เงินรางวัลๆ ละ 100,000 ดอลลาร์สหรัฐ (นับตั้งแต่ พ.ศ. 2555)


ขั้นตอนการเสนอชื่อและตัดสินผู้ได้รับรางวัล
คณะบุคคล หรือองค์กรใด ๆ ทั่วโลก ส่งรายนามบุคคล กลุ่มบุคคลหรือ องค์กร ที่สมควรได้รับรางวัลถึงเลขาธิการ มูลนิธิฯ โดยกรอกแบบฟอร์มการเสนอชื่อแล้วส่งผ่านเว็บไซต์หรือทางไปรษณีย์
  1. คณะกรรมการที่ปรึกษาวิชาการ จะพิจารณา กลั่นกรองรายชื่อ สืบค้นข้อมูลเพิ่มเติม
  2. คณะกรรมการรางวัลนานาชาติ ซึ่งประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิและมีชื่อเสียงระดับโลก พิจารณารายชื่อที่อยู่ในเกณฑ์การได้รับรางวัล นำเสนอต่อคณะกรรมการมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลฯ
  3. คณะกรรมการมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลฯ โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี องค์ประธานมูลนิธิฯ ตัดสินผู้สมควรได้รับรางวัล


                             
                                            เหรียญรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล

ที่มา : http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%A5%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%88%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%A5

วันพุธที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

ดนตรีคลาสสิคไร้ขีดจำกัด Q&A: ดร. ทวีเวท ศรีณรงค์





สวัสดีค่ะ ท่านผู้อ่าน คนเขียนกลับมาอีกครั้งด้วย เรื่องดนตรีคลาสสิคอีกสักรอบ คราวนี้พอดีคนถูกสัมภาษณ์ เขาโพสต์ลงบน Facebook ส่วนตัว เลยขออนุญาตนำมาแบ่งปัน ^^ (ชื่อ URL ก็ประกาศความเป็นแฟนคลับขนาดนั้น จะไม่โพสต์ก็กระไรอยู่นะคะ อิอิ ^^)

ดร. ทวีเวท ศรีณรงค์ หรือ ดร. เป้ พี่ชายคนโตจากสมาชิกวง Vie Trio เขาเพิ่งสำเร็จการศึกษาปริญญาเอกด้านไวโอลินที่ Brook University, New York และเป็นคนไทยคนแรกที่จบการศึกษาสูงสุดทางด้านนี้ เขาบอกว่า“ดนตรีคลาสสิกจะทำให้คุณละเอียดอ่อน” และจะจรรโลงจิตใจได้อย่างไร ต้องมาฟังกันต่อ 


LifestyleAsia: หลังจากที่เรียนจบปริญญาเอกด้านไวโอลินแล้ว มีแผนการจะนำมาใช้ต่ออย่างไรคะ 
ดร.เป้: หลายคนมองว่าเรียนปริญญาเอก เพื่อที่จะเป็นครู แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่เลย ความยากของมันไม่ได้อยู่ที่ต้องไปสอนที่มหาวิทยาลัย เพราะสอนคนได้ไม่กี่คน แต่ถ้าทำเพลงและแสดงสดก็สามารถสอนคนได้ทั้งประเทศ ตอนนี้วงเราไปเล่นที่หลายประเทศ แต่สื่อไทยอาจจะไม่รู้ เพราะไม่ใช่ดนตรีในกระแส ซึ่งก็ไม่ได้น้อยใจหรืออะไร แต่ก็จะทำต่อไปให้ดี เอาประสบการณ์การเล่นคอนเสิร์ตมาแชร์ให้คนไทยได้ฟังกัน  โดยที่ทำให้คนฟังต้องไม่รู้สึกว่าดนตรีคลาสสิกเป็นสิ่งที่จับต้องไม่ได้ อันนี้เป็นสิ่งสำคัญมากครับ อย่างเช่น เอาดนตรีคลาสสิกมาเล่นกับดีเจ หรือเอาดนตรีคลาสสิกมาเล่นกับแนวดนตรีอย่างอื่น เพื่อแสดงให้คนเห็นว่าเครื่องดนตรีที่คนคิดว่าเล่นได้แต่หวานเย็นนั้นมันไม่ใช่แบบนั้น 
LifestyleAsia: ดนตรีคลาสสิกมีข้อดีกับคนฟังอย่างไรบ้างคะ  
ดร.เป้: ดนตรีคลาสสิกจะทำให้เป็นคนละเอียดอ่อน ทำไมเราถึงได้ยินว่าให้เด็กฟังดนตรีคลาสสิกแล้วจะฉลาด จริงๆ แล้วไม่ใช่หรอกครับ แต่เป็นเนื้อของข้างในดนตรีที่มีความละเอียด เพลงบรรเลงจะทำให้คุณรู้จักตัวตนของตัวเอง เพราะว่าเป็นเพลงที่ไม่ได้กำหนดโดยเนื้อร้อง คนที่เข้าใจว่าเพลงบรรเลงต้องปีนบันไดฟังนั้นเข้าใจผิดไปแล้ว เพราะมันไม่ต้องเข้าใจอะไรเลย เราไปรับความรู้สึกตามประสบการณ์ของเรา มันทำให้คุณเป็นนักคิด ทำให้คุณมีความละเอียดอ่อนกับชีวิต คุณฟังดนตรีที่ละเอียด คุณก็เป็นคนละเอียด คุณฟังดนตรีที่ชุ่ย คุณก็เป็นคนที่ชุ่ย 
LifestyleAsia: แล้วอะไรคือดนตรีที่ชุ่ยคะ 
ดร.เป้: ผมไม่ได้บอกว่าดนตรีประเภทอื่น ที่ไม่ใช่ดนตรีคลาสสิกเป็นดนตรีที่ชุ่ย แต่เป็นดนตรีที่ไม่ได้ถูกสร้างสรรค์มาด้วยความคิด ถูกสร้างสรรค์มาด้วยการลอกมากกว่า ไม่ได้ตั้งใจในการสื่ออะไรใหม่ขึ้นมา เช่น ถ้าเป็นเพลงจังหวะสนุกสนาน ถึงแม้ว่าเราไม่เข้าใจว่าเขาร้องว่าอะไร แต่จังหวะของมัน ทำให้คนฟังรู้สึกอยากเต้น หรือถ้าเป็นเพลงเพราะช้าๆ จะสามารถกินใจเราได้หรือเปล่า ถ้าไม่ได้ถูกทำมาอย่างประณีตมันก็จะเป็นดนตรีที่ชุ่ย 
LifestyleAsia: นอกจากดนตรีคลาสสิกแล้วชอบฟังแนวเพลงอื่นอะไรบ้างคะ 
ดร. เป้: ผมชอบเพลงอิเลคโทรนิค ซึ่งเป็นแนวที่แตกต่างกันมาก ผมไม่ค่อยชอบดนตรีสด เพราะผมเล่นเป็นประจำอยู่แล้ว ผมจึงชอบรีแลกซ์กับดนตรีทีเป็นเทคโนอิเลคโทรนิคมากกว่า เพราะมันได้ความสนุกอีกแบบ ดนตรีดีๆ มีทั่วไปหมด ผมจึงฟังทั้งแจ๊ส ลูกทุ่งก็ฟัง ขอให้ดนตรีมีคุณภาพมันก็สามารถไปอยู่ที่ไหนก็ได้ 
LifestyleAsia: เวลาแต่งเพลง มีแรงบันดาลใจมาจากอะไรบ้างคะ 
ดร. เป้:  แรงบันดาลใจมาจากหลากหลาย มีตั้งแต่คิดคอนเซ็ปต์ว่าต้องการอะไร เช่น ต้องการสื่อว่าดนตรีคลาสสิกสามารถเข้ากับอะไรก็ได้ ผมก็จะหยิบยืมเอาดนตรีคลาสสิกมามิกซ์กับดนตรีสมัยใหม่ หรือต้องการสื่อว่าดนตรีคลาสสิกเข้ากับเพลงลูกทุ่งได้ ก็เอาเพลงลูกทุ่งที่คุณรู้จักมาผสมผสานกับดนตรีคลาสสิก หรือแม้แต่บางทีผมนอนฝัน แล้วตื่นขึ้นมาตอนเช้า ก็เอามาเขียนเป็นโน้ต พอเขียนเสร็จแล้วก็หลับ แล้วตื่นขึ้นมาดูอีกที แล้วออกมาเป็นเพลงที่ขายกันอยู่ในอัลบั๊มใหม่ เรื่องขีดจำกัดของจินตนาการมันไม่มีหรอกครับ ขึ้นอยู่กับตัวเราว่าจะไปหาแรงบันดาลใจมาจากที่ไหน แล้วถ้าไม่มีจะไปหามันได้ที่ไหน 
ดนตรีคลาสสิกของดร.เป้ จึงไม่หยุดนิ่งเฉพาะเวลาใดเวลาหนึ่งเท่านั้น แต่เป็นเพลงคลาสสิกที่ร่วมสมัย และไม่มีขีดจำกัดในเรื่องจินตนาการ




อิริยาบถสบายๆกับน้องสาว ในชุดครุยปริญญาเอก ^^




ที่มา : http://th.lifestyleasia.com/th/features/more/%E0%B8%94%E0%B8%A3.-%E0%B8%97%E0%B8%A7%E0%B8%B5%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B8%97-%E0%B8%A8%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%93%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B9%8C

ขอบคุณพิเศษ / เอื้อเฟื้อภาพ : ดร. ทวีเวท ศรีณรงค์ 



วันศุกร์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

BCO วงออร์เคสตร้าเพื่องานการกุศล ‘Seeing is Believing –ให้ดวงตา ให้ชีวิต’

สวัสดีค่ะ วันนี้คนเขียนขอนำเสนอสิ่งที่ชอบนะคะ นั่นก็คือวงออร์เคสตร้านั่นเอง ^^ พอดีคนเขียนได้มีโอกาสรู้จักกับคนที่ได้ไปเล่นในวง Bangkok Charity Orchestra ในคอนเสิร์ตครั้งล่าสุดที่ผ่านมา ที่ได้จัดขึ้นเมื่อวันอาทิตย์ ที่ 14 ตุลาคม 2555 นี่เอง จึงอยากจะนำเสนอเรื่องราว เกี่ยวกับคอนเสิร์ตนี้ค่ะ ^^

Bangkok Charity Orchestra- Gala Concert ที่มอบความประทับใจและบทเพลงอันไพเราะสุดๆแก่ผู้ที่มาร่วมชมกันอย่างคับคั่ง งานนี้นอกจากได้เหล่าศิลปินคุณภาพ มาร่วมขับร้องนำทีมโดย รัดเกล้า อามระดิษ, ฝ้าย Am Fine, ครูกานต์ จันทอง จากบ้าน AF แล้วยังได้วาทยากรระดับแถวหน้าอย่าง จุลยุทธ โล่โชตินันท์ ผู้ก่อตั้งวง บางกอกแชริตี้ ออเคสตร้า (Bangkok Charity Orchestra)มารับหน้าที่วาทยากรตลอดคอนเสิร์ต พร้อมแขกรับเชิญที่ขึ้นร่วมร้องเพลงอีกมากมาย ณ โรงแรม แกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ ที่ผ่านมา

กับบทเพลงไพเราะจากศิลปินระดับโลกที่ถูกนำกลับมาบรรเลงและถ่ายทอดได้อย่างละเมียด อาทิ Phanthom Of The Opera, Think of Me, Moon River, I Dreamed a Dream, The Greatest Love of all และ อีกหลากหลายอารมณ์เพลงที่แสนดื่มด่ำในบรรยากาศอันอบอุ่น อิ่มใจ และอิ่มบุญไปพร้อมๆกัน ซึ่งคอนเสิร์ตในครั้งนี้ยังมอบรายได้ให้แก่โครงการ ‘Seeing is Believing –ให้ดวงตา ให้ชีวิต’ ซึ่งเป็นโครงการของกลุ่มธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) เพื่อดำเนินการระดมทุนสนับสนุนการป้องกันตาบอด และ ช่วยให้มีการตรวจคัดกรองผู้ป่วยโรคตา ตลอดจนการรักษาดวงตาและให้การผ่าตัดแก่ผู้ป่วยที่เป็นโรคต้อกระจก แบบไม่หักค่าใช้จ่าย อีกด้วย




บรรยากาศในงานค่ะ











คุณรัดเกล้า อามระดิษ




คุณจุลยุทธ โล่โชตินันท์ (วาทยกร)











พี่คนนี้ถึงแม้จะพิการทางสายตา แต่ดีกรีปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยมหิดล เชียวนะคะ ^^ 


ฝ้าย วง แอมไฟน์










***********************************************************************



ขอขอบคุณพิเศษ / เอื้อเฟื้อภาพ : คุณ Kimura Cantabile


วันพุธที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2555

เลส พอล


เลส พอล (อังกฤษ: Lester William Polsfuss; 9 มิถุนายน พ.ศ. 2458 – 13 สิงหาคม พ.ศ. 2552)
นักประดิษฐ์ นักดนตรี และนักแต่งเพลงชาวอเมริกัน เป็นผู้ริเริ่มประดิษฐ์กีตาร์ไฟฟ้าแบบตัวถังทึบที่สามารถ “ทำให้เสียงแบบเพลงร็อคแอนด์โรลเป็นไปได้”

เลส พอลได้รับเกียรติเป็นผู้ริเริ่มด้านนวัตกรรมการอัดเสียงเพลงแบบต่างๆ รวมถึงการอัดเสียงทับซ้อน (Overdubbing) หรือ “การอัดเสียงทับเสียง” (Sound on sound) เสียงประกอบ (Sound effect) เสียงเหลื่อม (Delay effect) และการอัดเสียงแบบลู่อเนก (Multitrack recording)

ด้วยความเก่งกาจทางนวัตกรรมนี้เองที่เอื้อให้พอลมีแบบอย่างการเล่นของตนเอง ซึ่งรวม “การเลีย” (lick) “การสยิว” (trill) เทคนิคลำดับคอร์ด (Chording sequence) หรือ fretting และการจับเวลา ซึ่งทำให้การเล่นเขาแตกต่างไปจากวงการดนตรีที่ร่วมสมัยอยู่ในเวลานั้นและกลายเป็นแรงบันดาลใจให้แก่นักกีตาร์จำนวนมากในปัจจุบัน

เลส พอลอัดแผ่นเสียงร่วมกับภรรยา คือแมรี่ ฟอร์ด ในช่วงทศวรรษ 1950 (ประมาณ พ.ศ. 2494 - พ.ศ. 2503) ซึ่งจำหน่ายได้เป็นจำนวนหลายล้านแผ่น

ในด้านเกียรติประวัติ เลส พอล เป็นหนึ่งในจำนวนน้อยคนที่ได้รับการจัดนิทรรศการเดี่ยวอย่างถาวรในหอเกียรติยศร็อกแอนด์โรล โดยได้รับการจารึกไว้ในเว็บไซต์ของพิพิธภัณฑ์ดนตรีว่าเป็น "สถาปนิก" และผู้มีชื่อร่วมกับ แซม ฟิลิปส์ และ อลัน ฟรีด

ชีวิตช่วงต้น
เลส พอล เกิดที่เมืองวูกีชา ในรัฐวิสคอนซิน เป็นบุตรของจอร์จ และ เอเวอลีน โพลส์ฟัส เชื้อสายเยอรมัน มารดาของพอลเป็นญาติห่างๆ กับผู้ก่อตั้งบริษัทผลิตเบียร์ (Valentin Blatz Brewing Company) บริษัทผลิตรถยนต์ พ่อและแม่หย่าจากกันเสียตั้งแต่พอลยังอยู่ในวัยเด็ก. แม่ของพอลได้ปรับชื่อสกุลแบบชาวปรัสเซียให้ง่ายขึ้นเป็น “Polsfuss” ตั้งก่อนที่พอลจะใช้ชื่อ เลส พอลบนเวทีการแสดง พอลมีชื่อเล่นอีกชื่อว่า “แดงร้อนแดง” (Red Hot Red) และ "รูห์บาบแดง" (Rhubarb Red)

ชีวิตส่วนตัว
เลส พอล พ.ศ. 2551พอลแต่งงานกับเวอร์จิเนีย เว็บบ์ เมื่อ พ.ศ. 2481 มีบุตรด้วยกัน 2 คนแต่หย่าขาดจากกันเมื่อ พ.ศ. 2492 และแต่งงานกับฟอร์ดในปีต่อมา หลังจากมีบุตรด้วยกัน 1 คนก็ได้หย่าจากกันเมื่อ พ.ศ. 2506

การถึงแก่กรรม
เลส พอลถึงแก่กรรมด้วยโรคปอดอักเสบแทรกที่โรงพยาบาลไวท์เพลน นิวยอร์ก เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2552  ท่ามกลางญาติและเพื่อนฝูงรายล้อมข้างเตียง ทนายของพอลแถลงข่าวว่า พอล ได้เข้าๆ ออกๆ โรงพยาบาลเนื่องจากการเจ็บป่วย


ผลงาน

อัลบั้ม
Feedback (1944)—compilation
Les Paul Trio (1946)—compilation
Hawaiian Paradise (1949)
The Hit Makers! (1950)
The New Sound (1950)
Les Paul's New Sound, Volume 2 (1951)
Bye Bye Blues! (1952)
Gallopin' Guitars (1952)—compilation
Les and Mary (1955)
Time to Dream (1957)
Lover's Luau (1959)
The Hits of Les and Mary (1960)—compilation
Bouquet of Roses (1962)
Warm and Wonderful (1962)
Swingin' South (1963)
Fabulous Les Paul and Mary Ford (1965)
Les Paul Now! (1968)
Guitar Tapestry
Lover
The Guitar Artistry of Les Paul (1971)
The World is Still Waiting for the Sunrise (1974)—compilation
The Best of Les Paul with Mary Ford (1974)—compilation
Chester and Lester (1976)—with Chet Atkins
Guitar Monsters (1977)—with Chet Atkins
Les Paul and Mary Ford (1978)—compilation
Multi Trackin' (1979)
All-Time Greatest Hits (1983)—compilation
The Very Best of Les Paul with Mary Ford (1983)—compilation
Tiger Rag (1984)—compilation
Famille Nombreuse (1992)—compilation
The World Is Waiting (1992)—compilation
The Best of the Capitol Masters: Selections From "The Legend and the Legacy" Box Set (1992)—compilation
All-Time Greatest Hits (1992)—compilation
Their All-Time Greatest Hits (1995)—compilation
Les Paul: The Legend and the Legacy (1996; a four-CD box set chronicling his years with Capitol Records)
16 Most Requested Songs (1996)—compilation
The Complete Decca Trios—Plus (1936–1947) (1997)—compilation
California Melodies (2003)
Les Paul & Friends: American Made World Played (2005)
Les Paul And Friends: A Tribute To A Legend (2008)

เพลงเดี่ยว
"It's Been a Long, Long Time"—Bing Crosby & The Les Paul Trio (1945), #1 on Billboard Pop singles chart, 1 week, December 8
"Rumors Are Flying"—Andrews Sisters & Les Paul (1946)
"Lover (When You're Near Me)" (1948)
"Brazil" (1948)
"What Is This Thing Called Love?" (1948)
"Nola" (1950)
"Goofus" (1950)
"Little Rock 69 Getaway" (1950/1951)
"Tennessee Waltz"—Les Paul & Mary Ford (1950/1951)
"Mockingbird Hill"—Les Paul & Mary Ford (1951)
"How High The Moon"—Les Paul & Mary Ford (1951), #1, Billboard Pop singles chart, 9 weeks, April 21 – June 16; #1, Cashbox, 2 weeks
"I Wish I Had Never Seen Sunshine"—Les Paul & Mary Ford (1951)
"The World Is Waiting for the Sunrise"—Les Paul & Mary Ford (1951)
"Just One More Chance"—Les Paul & Mary Ford (1951)
"Jazz Me Blues" (1951)
"Josephine" (1951)
"Whispering" (1951)
"Jingle Bells" (1951)
"Tiger Rag"—Les Paul & Mary Ford (1952)
"I'm Confessin' (That I Love You)"—Les Paul & Mary Ford (1952)
"Carioca" (1952)
"In the Good Old Summertime"—Les Paul & Mary Ford (1952)
"Smoke Rings"—Les Paul & Mary Ford (1952)
"Meet Mister Callaghan" (1952)
"Take Me In Your Arms And Hold Me"—Les Paul & Mary Ford (1952)
"Lady of Spain" (1952)
"My Baby's Coming Home"—Les Paul & Mary Ford (1952)
"Bye Bye Blues"—Les Paul & Mary Ford (1953)
"I'm Sitting On Top Of The World"—Les Paul & Mary Ford (1953)
"Sleep" (Fred Waring's theme song) (1953)
"Vaya Con Dios"—Les Paul & Mary Ford (1953), #1, Billboard Pop singles chart, 11 weeks, August 8 – October 3, November 7–14; #1, Cashbox, 5 weeks
"Johnny (Is The Boy For Me)"—Les Paul & Mary Ford (1953)
"Don'cha Hear Them Bells"—Les Paul & Mary Ford (1953), #13, Billboard; #32, Cashbox
"The Kangaroo" (1953), #23, Cashbox
"I Really Don't Want To Know"—Les Paul & Mary Ford (1954)
"I'm A Fool To Care"—Les Paul & Mary Ford (1954)
"Whither Thou Goest"—Les Paul & Mary Ford (1954)
"Mandolino"—Les Paul & Mary Ford (1954)
"Song in Blue"—Les Paul & Mary Ford (1954), #17, Cashbox
"Hummingbird"—Les Paul & Mary Ford (1955)
"Amukiriki (The Lord Willing)"—Les Paul & Mary Ford (1955)
"Magic Melody"—Les Paul & Mary Ford (1955)
"Texas Lady"—Les Paul & Mary Ford (1956)
"Moritat" (Theme from "Three Penny Opera") (1956)
"Nuevo Laredo"—Les Paul & Mary Ford (1956)
"Cinco Robles (Five Oaks)"—Les Paul & Mary Ford (1957)
"Put A Ring On My Finger"—Les Paul & Mary Ford (1958)
"Jura (I Swear I Love You)"—Les Paul & Mary Ford (1961)



ที่มา : http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%AA_%E0%B8%9E%E0%B8%AD%E0%B8%A5

วันอังคารที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2555

วันปิยมหาราช 2555


พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงเห็นความสำคัญของการพัฒนาประเทศชาติ ให้เทียบเท่ากับนานาประเทศ ในรัชสมัยของพระองค์จึงเป็นช่วงที่มีการพัฒนาประเทศหลากหลายด้าน ซึ่งการสื่อสารโทรคมนาคม เป็นอีกกิจการหนึ่งที่ทรงวางรากฐานและมีความเจริญก้าวหน้าถึงปัจจุบัน

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงพระปรีชาสามารถอย่างมากในการพัฒนาประเทศ จึงทรงนำความเจริญรุ่งเรือง ทั้งด้านการคมนาคม การรถไฟ การไฟฟ้า การสาธารณสุข การประปา การไปรษณีย์โทรเลข การโทรศัพท์ รวมถึงทางการทูต มาสู่ประเทศ และที่สำคัญให้มีการเลิกทาส ด้วยมีพระราชประสงค์จะพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน และประเทศชาติให้ทัดเทียมกับนานาประเทศ กิจการทั้งหลาย ที่สร้างความเจริญก้าวหน้าให้กับประเทศไทย ล้วนเกิดขึ้นในรัชสมัยของพระองค์แทบทั้งสิ้น จนเรียกได้ว่าเป็นยุคแห่งอารยธรรมสมัยใหม่

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเห็นการสื่อสาร เป็นเรื่องสำคัญ และจำเป็นอย่างมาก ด้วยในขณะนั้นต้องใช้คนเดินสาร ใช้เรือหรือม้าเป็นพาหนะ ซึ่งมีความล่าช้า ได้มีพระราชดำริให้กระทรวงกลาโหม นำวิทยาการสมัยใหม่ ที่เรียกว่าโทรศัพท์มาทดลองใช้เป็นครั้งแรก ในปี 2424 ระหว่างกรุงเทพมหานคร และสมุทรปราการ เพื่อแจ้งเรือเข้า-ออกที่ปากน้ำ ต่อมากรมโทรเลขได้รับช่วงดำเนินการ ใช้เวลา 3 ปี จึงเปิดบริการให้กับประชาชน และพัฒนามาอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งปัจจุบัน ซึ่งมีผู้ให้บริการทั้งภาครัฐและเอกชน โดยเชื่อมโยงสัญญาณเครือข่ายไปทั่วโลก สำหรับติดต่อสื่อสารระหว่างกัน จนเกิดเป็นการสื่อสารแบบไร้พรมแดน

ด้วยพระปรีชาสามารถดังกล่าว รัฐบาลจึงได้ประกาศให้ วันที่ 23 ตุลาคม ของทุกปี ซึ่งตรงกับวันคล้ายวันสวรรคตของพระองค์ เป็นวัน"ปิยมหาราช" นับว่าสมเด็จพระปิยมหาราช เป็นพระมหากษัตริย์พระองค์หนึ่งของพระราชวงศ์จักรี ที่ทรงสร้างความเจริญรุ่งเรืองอย่างใหญ่หลวงแก่ประเทศชาติ แม้เวลาผ่านไปถึง 102 ปี แต่ประชาชนชาวไทยทุกคนยังคงได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระปรีชาสามารถ ที่เกิดจากอันเนื่องพระราชดำริ แม้จนกระทั่งเยาวชนในยุคปัจจุบัน


ที่มา : http://www.krobkruakao.com/%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A7/63394/%E0%B8%AA%E0%B8%81%E0%B8%B9%E0%B9%8A%E0%B8%9B--%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%9B%E0%B8%B4%E0%B8%A2%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%9B%E0%B8%B5-2555.html